อันตรายจากยาลดความอ้วน

“อ้วน” คำสั้น ๆ ที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของใครหลายคน และบางคนก็เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการใช้ “ยาลดความอ้วน” เนื่องจากมีประสิทธิภาพดี เห็นผลเร็ว แต่เหรียญมักมีสองด้านเสมอ …ยาลดความอ้วนก็เช่นกัน ดังที่เรามักจะได้ยินข่าวกันอยู่เนือง ๆ เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตจากการรับประทานยาลดความอ้วน

ยาลดความอ้วนในปัจจุบันมีหลายประเภท เช่น ยาที่ทำให้เบื่ออาหาร ยาที่เน้นการขับสารอาหารออกจากร่างกาย ยาเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และยาที่มีคุณสมบัติในการจับกับสารอาหารเป็นพิเศษเพื่อลดการดูดซึม แต่ไม่ว่าจะใช้ยาประเภทใดก็ตาม เมื่อหยุดยาน้ำหนักที่หายไปก็มักจะกลับมา และอาจจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำหากไม่ควบคุมเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย ยาลดความอ้วนจึงเป็นเพียงตัวช่วยในการลดน้ำหนักเท่านั้น และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 2 – 3 เดือน เมื่อน้ำหนักลดลงต้องหันไปควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่ยา โดยวิธีที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างถาวรก็คือ การปรับนิสัยการกินร่วมกับการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาลดความอ้วน
ยาลดความอ้วนทุกชนิดล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว และยังไม่มียาลดความอ้วนตัวใดที่ใช้แล้วปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกตัวมีอันตรายทั้งสิ้นหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง การใช้ยาลดความอ้วนจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ส่วนใหญ่มักไปหาซื้อยามารับประทานกันเอง เพราะประหยัดเวลาและราคาถูกกว่า โดยที่บางคนอาจจะยังไม่รู้เลยว่ายาลดความอ้วนที่ตัวเองใช้อยู่นั้นส่งผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดจากการสะสมของยาลดความอ้วน โดยเฉพาะยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่สำคัญ คือ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ใจสั่น ปากแห้ง เหงื่อออก ท้องผูก ม่านตาขยาย ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ความดันโลหิตสูง ชัก ประสาทหลอน ซึมเศร้า และหัวใจทำงานหนักกว่าปกติจนอาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

นอกจากนี้อีกหนึ่งปัญหาที่พบในผู้ที่ใช้ยาลดความอ้วนคือ “การติดยาลดความอ้วน” เนื่องจากยาช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เร็วโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ ดังนั้นเมื่อหยุดยา น้ำหนักจึงกลับเพิ่มขึ้นมาใหม่ ทำให้ต้องกลับไปใช้ยาลดความอ้วนต่อเนื่องวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ (ซึ่งข้อห้ามสำคัญของการใช้ยาลดความอ้วนทุกชนิดคือ ต้องใช้ยาเพียงระยะสั้นเท่านั้น) และอาจนำไปสู่ปัญหาการดื้อยา คือเมื่อใช้ยาไประยะหนึ่งจะต้องเพิ่มปริมาณยาเนื่องจากใช้ปริมาณเดิมไม่ได้ผล ที่น่ากลัวคือ การเพิ่มยาเอง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

สัญญาณอันตรายที่ต้องมาพบแพทย์โดยด่วน!
สำหรับใครที่กำลังใช้ยาลดความอ้วนอยู่ หากมีอาการหมดแรง เจ็บหน้าอก ขาหรือเท้าบวม หายใจติดขัดหรือหายใจลำบาก รู้สึกเหนื่อยมากผิดปกติ ควรมาพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่เกิดจากการใช้ยา อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน จึงต้องขอย้ำอีกครั้งว่า การใช้ยาลดความอ้วนต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น!!!


สารพัดเทคนิครักษาฝ้า

นอกจากเรื่องสิวแล้ว อีกหนึ่งปัญหาบนใบหน้าที่ทำให้บรรดาสาว ๆ เป็นกังวลไม่ใช่น้อย เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ฝ้า” เจ้ารอยปื้นสีอมน้ำตาลที่ทำให้ผิวหน้าบางบริเวณแลดูคล้ำกว่าส่วนอื่น หากถามว่าเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้หรือเปล่า คำตอบคือ มีทั้งปัจจัยที่ป้องกันได้และปัจจัยที่ป้องกันไม่ได้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝ้า ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น การตั้งครรภ์ การหมดประจำเดือน) และ แสงแดด ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดฝ้า เช่น การมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่อาจมีฮอร์โมนผสมอยู่ การเป็นโรคต่อมไทรอยด์ และการขาดสารอาหาร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าหนึ่งในปัจจัยหลักของการเกิดฝ้าคือ “แสงแดด” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราสามารถป้องกันได้ ด้วยการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดซ้ำหากเหงื่อออกมาก รวมทั้งเลือกใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำได้ (Water-resistant หรือ Waterproof) ในกรณีที่ต้องการเล่นน้ำ

สารพัดเทคนิครักษาฝ้า
เราสามารถรักษาฝ้าให้จางลงได้ แต่ไม่หายขาด ยกเว้นบางกรณี เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้ว ฝ้าอาจจางหายได้เองหลังจากคลอดบุตรแล้ว แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับวิธีหลักในการรักษาฝ้า ได้แก่ การใช้ยาทารักษาฝ้า เป็นยาในกลุ่มไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ และสเตียรอยด์ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำหรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับการใช้ครีมกันแดดในช่วงเวลากลางวันเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น นอกจากการใช้ยาทารักษาฝ้าแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคใหม่ ๆ อีกหลายวิธีในการรักษาฝ้า ยกตัวอย่างเช่น

  • การลอกหน้าด้วยสารเคมี เช่น กรดไกลคอลิก ช่วยลอกผิวหนังส่วนบน ทำให้ฝ้าจางลงได้ สารประเภทนี้เป็นยาน้ำสำหรับทาผิว เพื่อทำให้ผิวเกิดการไหม้อ่อน ๆ คล้ายผิวไหม้แดด โดยยาลอกผิวแต่ละชนิดจะมีความแรงต่าง ๆ กัน ซึ่งกรดไกลคอลิกเป็นยาลอกผิวที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหรือผิวด่างน้อยกว่า อย่างไรก็ตามควรระวังการใช้ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดใบหน้า และผู้ที่เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
  • การใช้เทคนิคฉายแสง โดยทั่วไปยังไม่นิยมใช้ในการรักษาฝ้า เนื่องจากราคาแพง และผลการรักษายังไม่แน่นอน และกลับเป็นซ้ำได้เมื่อหยุดการรักษา
  • การใช้กรอผิวด้วยผงขัด เพื่อเร่งขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดลอกเร็วขึ้น เหมาะสำหรับรักษาฝ้าที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ ข้อควรระวังคือ ห้ามทำในผู้ที่เป็นเริม มะเร็งผิวหนัง และผิวหนังอักเสบ
  • การใช้เลเซอร์ เป็นการยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณรอยคล้ำ เพื่อปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น ช่วยลดรอยคล้ำของผิวหนังได้

เทคนิคเหล่านี้เป็นเพียงเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้าเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคใดที่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดโดยไม่กลับเป็นซ้ำได้ เพราะปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าคือ แสงแดดและฮอร์โมน ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ตามการใช้ยาทารักษาฝ้าร่วมกับการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำก็นับว่าเป็นวิธีการหลักในการรักษาฝ้าที่ได้ผลดีพอสมควรแล้ว


รู้ทันศัลยกรรมความงาม

การทำศัลยกรรมความงามเป็นการเสริมบุคลิก และอาจมองได้ว่าเป็นการลงทุน เพราะมีงานวิจัยในต่างประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการมีลักษณะทางกายภาพที่ดีมีผลต่อหน้าที่การงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความต้องการเสริมความงามเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลด้านศัลยกรรมและเสริมความงามจำนวนไม่น้อยที่โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ทำให้หลายคนหลงเชื่อข้อมูลที่ผิด ๆ และเกิดผลเสียตามมา จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องศึกษารายละเอียดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน คือ รู้ให้หมด รู้ให้รอบ หรือรู้ให้มากที่สุดก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมความงาม

ศัลยกรรมตกแต่งความงามยอดนิยม
สาร Botulinum toxin หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “โบท็อกซ์” สารชนิดนี้เป็นสารพิษที่มีผลต่อเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต โดยทั่วไปจะนำมาใช้ในการรักษารอยย่นบนใบหน้าส่วนบน ได้แก่ รอยขมวดคิ้ว รอยย่นที่หน้าผาก และรอยตีนกา สิ่งที่ควรทราบคือ…

  • โบท็อกซ์ทำได้เพียงให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขรอยย่นที่เกิดจากผิวหนังหย่อนยานได้ เหมาะกับผู้ที่ชอบขมวดคิ้วจนเห็นเป็นรอยย่นระหว่างคิ้ว หลังจากฉีดโบท็อกซ์จะไม่สามารถขมวดคิ้วได้ จึงไม่เกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว ยกเว้นในรายที่เป็นมานานจนรอยย่นติดบนผิวแล้ว แม้จะฉีดโบท็อกซ์ก็จะยังเห็นรอยย่นเหมือนเดิม
  • โบท็อกซ์ไม่สามารถช่วยให้ผิวกลับเต่งตึงขึ้นมาใหม่ได้ เพราะการทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตไม่ได้มีผลทำให้ผิวเต่งตึง
  • หลังฉีดโบท็อกซ์ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรอยู่ในท่าศีรษะตั้งตรงหรือท่านั่งประมาณ 4 ชั่วโมง และควรยกเว้นการนวดหน้าในช่วงสัปดาห์แรก
  • โบท็อกซ์ไม่ได้ให้ผลถาวร แต่จะค่อย ๆ หมดฤทธิ์อย่างช้า ๆ ภายใน 3 – 6 เดือน

คอลลาเจน เป็นสารที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ฉีดเสริมทดแทนในส่วนที่ยุบ หรือเพิ่มในส่วนที่ต้องการให้นูนขึ้น การฉีดคอลลาเจนมีความปลอดภัยพอสมควรหากใช้กับรอยยุบเล็ก ๆ หรือนำมาเติมในส่วนที่ต้องการทำให้นูนอิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น เพิ่มความอิ่มของริมฝปาก แต่ไม่ควรใช้ฉีดให้ใบหน้าอิ่มเพราะต้องใช้ปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ควรทราบคือ…

  • การฉีดคอลลาเจนอาจไม่ได้รูปทรงตามที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสารที่ฉีดอาจกระจายไม่สม่ำเสมอ
  • การฉีดคอลลาเจนมีทั้งระดับลึกและระดับตื้น และสารจะปนแทรกกับเนื้อปกติของร่างกาย การผ่าตัดเอาออกจึงทำได้ยากมาก อาจเอาออกได้ไม่หมด หรือไม่สามารถทำได้
  • เนื่องจากคอลลาเจนเป็นสารแปลกปลอมสำหรับร่างกาย จึงอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้นแพทย์จะทำการทดสอบโดยฉีดคอลลาเจนที่บริเวณท้องแขน แล้วประเมินผลภายใน 4 สัปดาห์ว่ามีอาการแพ้ บวมแดง บวมนูนหรือไม่
  • การฉีดคอลลาเจนอาจทำให้เกิดอาการช้ำจากการฉีดได้ ซึ่งรอยฟกช้ำอาจหายได้เองภายใน 1 – 7 วัน นอกจากนี้การฉีดระดับตื้นหรือฉีดในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดตุ่มนูนเรื้อรัง หรือติดเชื้อบวมแดงได้
  • การฉีดคอลลาเจนไม่ได้ให้ผลถาวร โดยสารจะค่อย ๆ สลายตัวไปภายใน 3 – 6 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำทุก 3 – 6 เดือน

การเสริมจมูก ปัจจุบันการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแท่งเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ แท่งซิลิโคนสามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน เพราะมีพังผืดมาหุ้มโดยรอบ กั้นแยกระหว่างเนื้อเยื่อจมูกกับตัวซิลิโคน หากไม่มีปัญหาใด ๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หากไม่พอใจก็สามารถถอดเอาออกได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามการเหลาซิลิโคนแท่งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเช่นเดียวกับการผ่าตัดเสริมจมูกในทุกขั้นตอน ดังนั้นแพทย์ผู้ทำจึงต้องใส่ใจรายละเอียด และเข้าใจสภาพเนื้อเยื่อของผู้ที่มารับบริการแต่ละรายด้วย รวมทั้งมีการติดตามผลหลังทำ จึงจะมีโอกาสได้ผลที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การดูดไขมันหน้าท้อง เป็นวิธีที่หลายคนเล็งไว้เพื่อช่วยในการลดความอ้วน ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการผ่าตัดดูดไขมัน โดยหลักการแล้วผู้มารับบริการจะต้องควบคุมน้ำหนักให้ได้ตามเกณฑ์หรือเป้าหมายที่วางไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่ามีไขมันส่วนใดบ้างที่เกินจนต้องดูดออก เนื่องจากการดูดไขมันจะมีเลือดออกร่วมด้วย การดูดไขมันปริมาณมากจนเลือดออกมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรทำเฉพาะในรายที่เหมาะสม และควรทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สำหรับบริเวณที่นิยมดูดไขมัน คือ บริเวณหน้าท้อง ซึ่งหลังจากทำการดูดไขมันบริเวณดังกล่าวแล้ว ผู้มารับบริการควรใส่สเตย์รัดหน้าท้องเพื่อลดปริมาณเลือดที่จะออกในโพรงที่ดูดไขมันออกแล้ว ส่วนรอยช้ำที่เกิดตามบริเวณผิวหนังที่ดูดไขมันนั้น ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1 – 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามเซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ภายในจะขยายใหญ่ขึ้นได้อีกเหมือนเดิมหากไม่ควบคุมอาหาร

ทุกเทคนิคของการทำศัลยกรรมความงามมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่สามารถลงรายละเอียดได้หมด แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคใด สิ่งสำคัญคือ เราจำเป็นต้องทราบข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งขั้นตอน ผลของการทำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อมีทางออกให้กับตัวเองหากเกิดผลไม่พึงประสงค์


ปัญหาจุดซ่อนเร้นที่ไม่ควรมองข้าม

สาว ๆ ทั้งหลายอาจจะยังไม่รู้ว่า “จุดซ่อนเร้น” เป็นอวัยวะที่มีความละเอียดอ่อน และมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มาก เพราะเป็นบริเวณที่มักสัมผัสความชื้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกับระบบขับถ่าย การติดเชื้อที่จุดซ่อนเร้นมีหลายระดับแตกต่างกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งหากไม่ตรวจอย่างละเอียด หรือไม่ทันสังเกต ก็จะไม่รู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณสาว ๆ อาจจะกำลังติดเชื้อ ได้แก่

  • คันบริเวณปากช่องคลอด
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีสีน้ำตาลเข้มปนเลือด
  • รู้สึกแสบขัดเมื่อถ่ายปัสสาวะ หรือเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • มีไข้ ปวดท้องน้อยบริเวณที่ต่ำกว่าสะดือ อาจปวดร้าวมาถึงหลัง
  • มีแผลตื้น ๆ หรือตุ่มน้ำบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่มีการป้องกันที่ดี เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัย หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เป็นต้น ดังนั้นหากสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ อย่ามัวนิ่งนอนใจ ควรไปพบสูตินรีแพทย์ทันที เพราะการไปพบคุณหมอเร็วเท่าไร นั่นหมายถึงเวลาในการรักษาและความรุนแรงของโรคที่ลดลง

อย่างไรก็ตามนอกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว บางอาการ เช่น อาการคันหรือระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ด้วยเช่นกัน ที่พบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อรา และการแพ้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งสาว ๆ ทั้งหลายสามารถป้องกันหรือลดปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการดูแลและทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ว่าแล้วก็ไปติดตาม “เทคนิคการดูแลจุดซ่อนเร้น” กันเลยดีกว่า

เทคนิคการดูแลจุดซ่อนเร้น

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและปลอดภัย โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการมีคู่นอนหลายคน
  2. ดูแลสุขอนามัยบริเวณจุดซ่อนเร้นไม่ให้อับชื้น หากต้องการล้างทำความสะอาด ขอแนะนำว่า “น้ำเปล่าดีที่สุด” เพราะบริเวณช่องคลอดจะมีระบบนิเวศวิทยาของตัวเองอยู่แล้ว การที่เรานำอะไรเข้าไปล้างทำความสะอาดจะทำให้ระบบนิเวศภายในช่องคลอดเปลี่ยนไป อาจทำให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่น ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ หากมีสาเหตุจากโรคจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป แต่ถ้าไม่พบความผิดปกติใด ๆ มีเพียงปัญหาเรื่องกลิ่น และเจ้าตัวต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นเพื่อสร้างความมั่นใจ หากพิจารณาแล้วว่าปลอดภัย ไม่มีอันตรายใด ๆ ก็สามารถใช้ได้ แต่สำหรับคนทั่วไปไม่แนะนำ
  3. เลือกสวมใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย เนื่องจากระบายอากาศได้ดี ช่วยลดปัญหาความอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ควรใส่กางเกงชั้นในที่ซักไม่สะอาด มีผงซักฟอกตกค้าง ตากไม่แห้ง หรือมีเชื้อรา
  4. หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยรองกันเปื้อนหากไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เกิดการอับชื้น ก่อให้เกิดการติดเชื้อรา หรือมีอาการแพ้และผื่นขึ้นได้

การดูแลจุดซ่อนเร้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่สาว ๆ ต้องใส่ใจให้มาก เพราะถ้าเกิดอาการผิดปกติขึ้นแล้ว คนที่รำคาญและทุกข์ที่สุดก็คือ ตัวของคุณสาว ๆ นั่นเอง


เคล็ดไม่ลับการดูแลเรื่องสิว ๆ

สิว อาจจะไม่ใช่เรื่องสิว ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่นหนุ่ม ๆ สาว ๆ เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่ก็ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปไม่น้อย ปัจจัยการเกิดสิวมีด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่มากเกินไป กรรมพันธุ์ การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่มีส่วนผสมทำให้รูขุมขนอุดตัน สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และอาหาร ซึ่งถึงแม้ว่าอาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่ผลการวิจัยพบว่าอาหารบางชนิดทำให้อาการของสิวแย่ลง เช่น อาหารไขมันสูง เป็นต้น

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง เช่น เรื่องของอาหารและการเลือกใช้เครื่องสำอาง เป็นต้น แต่ในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันได้ เกิดเป็นสิวขึ้นมาแล้ว อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะเรายังสามารถรับมือได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • การดูแลทำความสะอาดใบหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำไม่ว่าจะเป็นสิวหรือไม่ก็ตาม โดยควรทำความสะอาดใบหน้า ช่วงเวลาเช้า เพื่อล้างคราบยาทาสิวที่ทาทิ้งไว้ก่อนนอนออกไป และ ช่วงเวลาเย็น เพื่อล้างเครื่องสำอาง ครีมกันแดด และคราบเหงื่อไคล เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยเกินไป สำหรับผู้ที่เป็นสิวมากและมีผิวหน้าบอบบางระคายเคืองง่าย อาจเลือกใช้เคล็นเซอร์อย่างอ่อนที่ปราศจากแอลกอฮอล์และเม็ดบีดส์ในการล้างทำความสะอาดใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น ครีมกันแดด และเครื่องสำอางที่มากเกินไปในผู้ที่เป็นสิวมาก ๆ เพราะผลิตภัณฑ์หลายตัวอาจทำให้สิวแย่ลงได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และเลือกครีมให้ความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของ Silicones เพราะมักไม่ทำให้สิวกำเริบ ทั้งยังช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดการระคายเคือง
  • การใช้ยารักษาสิว ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ยาทา และ ยารับประทาน

ยาทารักษาสิว ที่ใช้กันอยู่ ได้แก่

  • กรดวิตามินเอ ใช้ในการรักษาสิวอุดตัน โดยทาวันละครั้งก่อนนอน ในช่วงแรกของการใช้ยาอาจเกิดผื่นแดงหรือสิวเห่อขึ้นมาได้ ไม่ต้องตกใจ ให้ทายาต่อเนื่องต่อไป เพราะกว่าตัวยาจะออกฤทธิ์อาจใช้เวลาประมาณ 3 – 6 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดไม่ให้มาซ้ำเติมผิว สำหรับผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ยาชนิดนี้ ได้แก่ อาจทำให้ผิวแห้ง แสบ ระคายเคือง ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบ จึงเหมาะสำหรับรักษาสิวอักเสบ ใช้โดยทายาบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาทีแล้วล้างออก ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้หน้าแดง ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกคันยิบ ๆ ที่ใบหน้า หากใช้แล้วไม่ได้ผล ควรรับประทานยาปฏิชีวนะควบคู่ไปด้วย

ยารับประทานรักษาสิว ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ มีฤทธิ์กำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ และยังมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการเกิดหัวสิวได้อีกด้วย แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรรับประทานตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง
  • ยาไอโซเตรทติโนอิน เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอ เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น เหมาะสำหรับการรักษาสิวที่มีอาการรุนแรง หรือไม่สามารถควบคุมอาการได้จากการรักษาวิธีอื่น ๆ ระหว่างใช้ยาตัวนี้ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาสิวชนิดอื่น โดยเฉพาะยาทา เนื่องจากการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินจะทำให้ผิวแห้ง หลุดลอก และบางลง จนไม่สามารถทนต่อยารักษาสิวอื่น ๆ ได้ ผลข้างเคียงที่พบ คือ ปากแห้ง ผิวแห้งแตก ผมร่วง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีตัวยาเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนชนิดพิเศษ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เป็นสิวเนื่องจากมีระดับฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป ผู้ที่ต้องการใช้ยาชนิดนี้ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกร

นอกจากการดูแลรักษาตามวิธีการที่ได้แนะนำกันไปแล้ว ควรปล่อยใจให้สบาย ไม่เครียดไปกับสิว ปรับสมดุลชีวิต นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญ…ต้องหมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง อย่าปล่อยให้สิวมาทำลายความมั่นใจในตัวคุณได้ เพียงเท่านี้ สิวก็จะกลายเป็นเรื่องสิว ๆ สำหรับคุณไปเลย


กลิ่นปาก

คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับปัญหา “กลิ่นปาก” อยู่ใช่ไหม?
สำหรับใครที่ตอบว่า “ไม่” คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีปัญหาเรื่องนี้จริง ๆ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ตัวว่ามีกลิ่นปาก เนื่องจากกลิ่นปากจะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และสะสมไปเรื่อย ๆ ทำให้เราชินกับกลิ่นปากของตัวเอง อ่านถึงตรงนี้…บางคนอาจจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า แท้จริงแล้วเรามีกลิ่นปากหรือเปล่า?
วิธีตรวจสอบกลิ่นปากอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

  • ใช้มือบังบริเวณปากและจมูก หายใจออกทางปาก แล้วดม เป็นวิธีง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักใช้ในการทดสอบกลิ่นปาก แต่ก็อาจจะไม่ได้ผลในบางคน แนะนำให้ลองใช้วิธีอื่น
  • ล้างมือด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้นใช้นิ้วมือถูบริเวณเหงือก แล้วดมดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่
  • ล้างมือด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้นใช้ลิ้นเลียแถว ๆ ข้อมือ แล้วดมดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่
  • สอบถามจากคนใกล้ชิดที่สนิทกันมากพอที่จะพูดจากันแบบตรง ๆ ได้ ว่าตัวเองมีกลิ่นปากหรือไม่

หลังจากตรวจสอบแล้ว หากพบว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากจริง ๆ สิ่งต่อไปที่ควรทำก็คือ “การหาสาเหตุ” เพื่อที่จะได้แก้ไขได้อย่างตรงจุด ซึ่งสาเหตุของกลิ่นปากนั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ สาเหตุภายในช่องปาก และ สาเหตุภายนอกช่องปาก

สาเหตุภายในช่องปาก ส่วนใหญ่เกิดจาก การรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี มีฟันผุ เหงือกอักเสบ การแปรงฟันไม่สะอาด ไม่ได้ใช้ไหมขัดฟันหลังจากรับประทานอาหาร ทำให้มีเศษอาหารตกค้างในช่องปากและซอกฟัน นอกจากนี้กลิ่นปากยังเกิดจากคราบแบคทีเรียที่เกาะตามฟัน เหงือก ลิ้น ซอกฟันเก เมื่อเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตมากขึ้น จึงก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ สำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ทางทันตกรรม เช่น เครื่องมือจัดฟัน หากรักษาความสะอาดไม่ดีจะทำให้มีกลิ่นได้เช่นกัน จึงควรทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งหลังจากถอดแล้ว

สาเหตุภายนอกช่องปาก เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นฉุน และปัญหาสุขภาพทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ แผลในช่องปาก ไซนัสอักเสบ ไข้หวัด รวมทั้งการรับประทานยาบางชนิด ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เกิดกลิ่นปากได้ทั้งสิ้น

สำหรับการแก้ไขและป้องกันปัญหากลิ่นปากให้ได้ผลนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสาเหตุที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามวิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน


กลิ่นตัว ปัญหาสามัญประจำบ้าน

กลิ่นตัวเป็นปัญหาที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่าเป็นปัญหาสามัญประจำบ้านกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะบ้านที่มีลูก ๆ อยู่ในช่วงวัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องคอยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหานี้มากป็นพิเศษ เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นให้มีการสร้างต่อมเหงื่อที่บริเวณรักแร้และอวัยวะเพศมากขึ้น ซึ่งต่อมเหงื่อที่ถูกกระตุ้นจะผลิตเหงื่อที่มีส่วนประกอบของโปรตีนมากกว่าบริเวณอื่น จึงเกิดการสะสมของแบคทีเรียที่ผิวหนัง และเกิดปฏิกิริยาเคมี ส่งผลให้มีกลิ่นตัวมากขึ้นได้ ยิ่งถ้าใครดูแลเรื่องสุขอนามัยไม่ดีพอ เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังก็จะยิ่งเจริญเติบโตได้ดี และมีจำนวนมาก ทำให้กลิ่นตัวรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามนอกจากสาเหตุนี้แล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้คนเรามีกลิ่นตัว มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง บางปัจจัยรู้ไว้ก็อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อที่ตัวเราจะได้ปราศจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

  • สภาพอากาศ ในฤดูร้อนหรือภาวะที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
  • เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่หนาหรือเนื้อผ้าบางชนิด เช่น ผ้าใยสังเคราะห์ จะทำให้เหงื่อระบายได้ช้า ผิวหนังจึงมีความอับชื้น ทำให้ปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังเพิ่มขึ้น เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายขึ้น
  • อารมณ์ อารมณ์เครียด โกรธ ตกใจ จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเหงื่อออกมามากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใต้รักแร้ หน้าผาก และฝ่ามือ ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจึงมีความชื้นมากขึ้น แบคทีเรียที่ผิวหนังจึงมีจำนวนมากขึ้น
  • อาหารบางชนิด การรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หอม ผงกะหรี่ กลิ่นของเครื่องเทศเหล่านี้จะถูกขับออกมาทางเหงื่อ ทำให้เกิดกลิ่นตัว
  • โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคเกาต์ และภาวะผิดปกติทางระบบเผาผลาญอาหารบางชนิด ร่างกายจะสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นและขับออกมาทางเหงื่อ

วิธีกำจัดกลิ่นตัว
เบื้องต้นแนะนำให้ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เลือกใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายลดความอับชื้น ซักสะอาด และแห้งสนิทจริง ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง รวมทั้งใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวหรือระงับเหงื่อ ซึ่งที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของน้ำหอม สารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสารยับยั้งการหลั่งเหงื่อประกอบกัน การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในบางคนอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือผื่นแพ้สัมผัสได้ ในกรณีที่เกิดอาการระคายเคือง เป็นผื่นแดง แสบ หรือคัน ควรหยุดใช้ และไปปรึกษาแพทย์ หรือบางคนอาจเลือกใช้สารส้มซึ่งมีกลไกในการกำจัดแบคทีเรียบริเวณที่ทา จึงช่วยลดกลิ่นตัวได้ แต่วิธีการนี้อาจใช้ไม่ได้ผลในบางคน ซึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายสร้างกลิ่นตัวออกมามาก จึงรักษาให้หายขาดได้ยาก อย่างไรก็ตามควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อการควบคุมกลิ่นที่ดี
โดยทั่วไปแล้วการมีกลิ่นตัวจัดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน เหงื่อออกมากผิดปกติ รักษาความสะอาดอย่างดีแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องกลิ่นตัวอยู่ การไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายแต่อย่างใด


ความอ้วน VS ยาเม็ดคุมกำเนิด

“ความอ้วน” นอกจากจะเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของการป่วยด้วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอย่างโรคหัวใจและหลอดเลือด โรคเบาหวาน และความดันโลหิตสูงแล้ว ยังเป็นศัตรูตัวฉกาจสำหรับผู้ที่รักสวยรักงาม โดยเฉพาะคุณสาว ๆ ทั้งหลายอีกด้วย จะเห็นได้ว่าอะไรที่เป็นประเด็นเกี่ยวกับเรื่องอ้วน ๆ สาว ๆ มักจะกังวลมากเป็นพิเศษ ไม่เว้นแม้แต่เรื่อง “การใช้ยาคุมกำเนิด” ซึ่งมีข้อสงสัยจากสาว ๆ จำนวนมากว่า “ยาเม็ดคุมกำเนิดมีส่วนทำให้อ้วนขึ้นด้วยหรือไม่”
คำตอบคือ ส่วนใหญ่แล้วยาเม็ดคุมกำเนิดจะไม่มีผลต่อการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของน้ำหนักตัว มีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่พบว่าน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นหลังจากรับประทานยาเม็ดคุมกำเนิด ที่เป็นเช่นนี้เนื่องจาก ยาเม็ดคุมกำเนิดประกอบด้วยฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งสามารถกระตุ้นการทำงานของระบบฮอร์โมนที่ควบคุมสมดุลน้ำและเกลือแร่ในร่างกาย จึงอาจส่งผลให้เกิดอาการบวมน้ำ ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นได้ อย่างไรก็ตามผลข้างเคียงนี้จะหายไปเองเมื่อหยุดยา
สำหรับสาว ๆ คนไหนที่ยังคงเป็นกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ อาจเลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ ซึ่งมีปริมาณของฮอร์โมนเอสโตรเจนที่เรียกว่า เอทินลิเอสตราไดออล (Ethinyl estradiol) 20 ไมโครกรัม

จะช่วยลดอาการบวมน้ำได้ หรือใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีฮอร์โมนดรอสไพรีโนน (Drospirenone) เป็นส่วนประกอบ เนื่องจากฮอร์โมนตัวนี้จะมีส่วนทำให้ร่างกายขับน้ำและเกลือเพิ่มขึ้น จึงช่วยลดอาการบวมน้ำได้เช่นกัน อย่างไรก็ตามหากมีข้อสงสัยควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เพื่อที่คุณสาว ๆ ทั้งหลายจะได้ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิดได้อย่างมั่นใจ ไร้กังวล
อันที่จริง “ความอ้วน” มีสาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการบริโภคและการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสม ดังนั้นสิ่งที่สาว ๆ ควรใส่ใจก็คือ การเลือกรับประทานอาหารที่ดี มีประโยชน์ ในปริมาณที่พอเหมาะ เน้นรับประทานผักและผลไม้ รวมทั้งหมั่นออกกำลังกายเป็นประจำสม่ำเสมอ เพียงเท่านี้ก็สามารถโบกมือลา “ความอ้วน” ได้แล้ว