ไม่อ่านแล้วจะเสียใจ เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน

การวางแผนชีวิตและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ และในปัจจุบันก็มีหลากหลายทางเลือกที่ช่วยให้ชีวิตของคุณเป็นไปตามแผนได้อย่างสะดวกมากขึ้น ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็น หนึ่งในตัวช่วยนั้น แม้กระทั่งเมื่อมีเหตุให้ชีวิตของคุณต้องผิดแผน ก็ยังมีตัวช่วยที่คอยกู้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่าง “ยาคุมฉุกเฉิน”

ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับตัวยา และวิธีใช้อยู่มาก จากการไม่ได้รับข้อมูลเชิงปฏิบัติ ทำให้หลายคนมักจะใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องจนไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากยา ควรรีบทำความเข้าใจยาตัวนี้ให้ดี เพราะเรื่องฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
- ยาคุมฉุกเฉิน เป็นประเภทหนึ่งของยาเม็ดคุมกำเนิด
- ยาคุมฉุกเฉิน แตกต่างจากยาคุมปกติ และไม่สามารถใช้แทนยาคุมปกติได้ เพราะมีปริมาณฮอร์โมนสูงกว่ามาก ไว้สำหรับใช้หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันด้วยการคุมกำเนิดแบบอื่นเท่านั้น
- ยาคุมฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาทำแท้ง เพราะใช้ได้ภายใน 3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันเท่านั้น
- สามารถใช้ยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 2 ครั้งในชีวิต โดยไม่ควรใช้เกิน 2 ครั้งต่อ 1 เดือน
- ยาคุมฉุกเฉิน 1 แผง มีเม็ดยา 2 เม็ด โดยจะทานพร้อมกันเลยก็ได้ หรือจะ ทานแยกกันตามวิธีต่อไปนี้ก็ได้

วิธีใช้ยาคุมฉุกเฉิน
1. วิธีทั่วไปที่นิยมใช้ และเป็นที่แนะนำคือ ทานเม็ดแรกทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
2. หลังจากทานเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ให้ทานเม็ดต่อไป (เม็ดสุดท้าย)
3. สามารถทานยาคุมฉุกเฉินทั้ง 2 เม็ดพร้อมกันได้เลย ทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน สาเหตุที่แนะนำให้ทานทีละเม็ดแบบข้อ 1-2 เพื่อหลีกเลี่ยง หรือบรรเทาอาการข้างเคียงค่ะ
4. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับเวลาของการเริ่มรับประทานยา จึงต้องทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 วัน
5. อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกระปริบกระปรอย เจ็บคัดเต้านม อ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย ที่พบบ่อยคือ ประจำเดือนคลาดเคลื่อน มาช้ากว่ากำหนด

แม้ว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉิน 2 ครั้งต่อเดือน จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ถ้ารู้ตัวว่าต้องคุมกำเนิดบ่อยๆ ควรใช้ยาคุมแบบปกติ (มีแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด) เพื่อการคุมกำเนิดในระยะยาวที่ปลอดภัย ได้ผลดี ไม่ต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ


ทานยาคุมอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย?

ในปัจจุบันการคุมกำเนิดที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่แน่นอนของคนสมัยใหม่ และยังช่วยวางแผนกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างดี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยในประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจเป็นเพราะรายละเอียดของยาคุม ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างเปิดอกในสื่อใดๆ วันนี้ไบโอฟาร์มขออาสาตอบข้อสงสัย เกี่ยวกับการทานยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถควบคุมและวางแผนชีวิตได้อย่างสบายใจและราบรื่นค่ะ

สเต็ปที่ 1
เช็กตัวเองก่อนใช้ยาคุมกำเนิด

คุณต้องมั่นใจว่าตนเอง‘ไม่’อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดังนี้ค่ะ

  1. ผู้ที่ตั้งครรภ์
  2. ผู้ที่ให้นมบุตร (หลังคลอดภายใน 6 สัปดาห์)
  3. ผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ หรือมีค่า BMI มากกว่า 30 จะเสี่ยงต่อโรคลิ่มเลือดอุดตัน
  4. ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อน แต่หากอายุมากกว่า 35 ปี แล้วสูบบุหรี จะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดค่ะ
  5. ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม
  6. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ระบบประสาท หรือหลอดเลือดต่างๆ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 20 ปี
  7. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่บริเวณขา หรือปอด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
  8. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งตับ และโรคตับแข็งในระยะรุนแรง
  9. ผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดที่มองเห็นแสงสว่างวาบ มองภาพไม่ชัด หรือผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดไม่เห็นแสงสว่างวาบที่อายุมากกว่า 35 ปี
  10. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแบบควบคุมไม่ได้ (ค่าบนสูงกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิตค่าล่างสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)
  11. ผู้ที่ผ่าตัดใหญ่ หรือผ่าตัดบริเวณขา ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลานาน

สเต็ปที่ 2

เรียนรู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
โดยหลักๆ แล้ว ยาคุมแบบปกติมีหลักการทานยาที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก โดยลิสท์ให้จำง่ายๆ ดังนี้

  1. อ่านฉลากกำกับยาทุกครั้ง เพื่อศึกษาวิธีทานของยานั้นๆ และข้อควรระวังอย่างละเอียด
  2. การเริ่มทานยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มทานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 ไม่แนะนำให้ทานยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ เพราะเสี่ยงตั้งครรภ์สูง นอกจากยาจะไม่มีผลแล้ว ยังอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยด้วย ส่วนการเริ่มทานยาคุมกำเนิดหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถทำได้ แต่ไม่แนะนำค่ะ
  3. ทานยาวันละ 1 เม็ด โดยทานตามวันที่ระบุบนแผง และชนิดของยา หรือหากไม่ระบุ ก็สามารถเริ่มทานได้เลย
  4. ทานยาทุกวัน ในเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวัน อาจตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับทานยาคุมโดยเฉพาะ
  5. หากทานแล้วอาเจียนหลังทานภายใน 3 ชั่วโมง ให้ทานยาซ้ำ เพราะระยะการดูดซึมของยาคือ 3 ชั่วโมง

สเต็ปที่ 3

อย่าละเลยการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

  1. เมื่อเริ่มทานยาคุมกำเนิดเม็ดแรก ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเสมอ อย่างน้อย 7 วันหลังจากทานยาเม็ดแรก
  2. หากลืมทานยาคุมกำเนิด มีวิธีปฏิบัติดังนี้
    1. ลืมทาน 1 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดได้เลย โดยไม่ต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน หรือ วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วม เช่น ถุงยางอนามัย
    2. ลืมทาน 2 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดโดยทิ้งยา 1 เม็ด ของวันแรกที่ลืมไปเลย แต่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัย พร้อมกับทานยาคุมให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด นาน 7 วัน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ลืมทานพอดี อาจจะมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ควรพิจารณาการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
    3. หากลืมทานมากกว่า 2 เม็ด
      จะถือว่าฤทธิ์คุมกำเนิดหายทันที ควรเริ่มแผงใหม่ พร้อมใช้ถุงยางอนามัยควบคู่อย่างน้อย 7 วันค่ะ

เลือกยาคุมยังไงให้เข้ากับคุณที่สุด

ไม่ต้องยืนงงในดงยาคุมอีกต่อไป สำหรับยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่เป็นไอเท็มคู่กายของสาวๆ ยุคนี้ ไม่ได้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อย่างเดียว ยาคุมยังมีประโยชน์อีกมากมาย ช่วยให้สาวๆ อย่างเราได้สวยเป๊ะยิ่งขึ้น เช่น ลดสิว, อัพไซส์หน้าอก, ผิวเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี วันนี้ไบโอฟาร์มเอาวิธีการเลือกยาคุมให้เหมาะกับคุณสาวๆ มาฝาก รับรองว่าไปซื้อคราวหน้าคุยกับเภสัชรู้เรื่อง เลือกยาคุมได้ตรงตามความต้องการเลยค่ะ

ยาคุมแบบไหน เหมาะกับคุณ

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แบบฮอร์โมนรวม ซึ่งแต่ละตัวก็มีตัวยาที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเราควรเลือกให้เหมาะกับจุดประสงค์ที่ต้องการ และเข้ากับร่างกายของคุณด้วยมากที่สุด มาดูกันว่าเลือกยังไง

ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ

สาวๆ ส่วนใหญ่ก็คงกินยาคุมเพื่อไม่ให้ท้องนี่แหละ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เลือกใช้ยาคุมที่มี Ethinyl Estradiol ต่ำๆ ก่อน เช่น 0.02 มิลลิกรัม เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้ อาเจียน อ้วนบวมน้ำ หรือเป็นฝ้า และยังสามารถทานติดต่อกันได้นานอย่างปลอดภัย แต่สมัยนี้มีการพัฒนาสูตรยาคุมกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้มีผลพลอยได้ที่ทำให้สาวๆ แฮปปี้ยิ่งขึ้น เพราะประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ รอบเดือนตรงเป๊ะ สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ หันมาใช้วิธีกินยาคุมกันมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ก่อนอื่นเราควรสำรวจตัวเองก่อนว่าฮอร์โมนของเราเป็นยังไง จากแค่การสังเกตรอบเดือนของเรา ไม่ควรเลือกตามเพื่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน และอาจทำให้มีผลข้างเคียงตามมา

1) สำหรับคนที่ประจำเดือนมามาก หรือมีรูปร่างท้วม
ถ้าคุณมีประจำเดือนปริมาณมาก มานานถึง 7-10 วัน (หรือมากกว่านั้น) และรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และโปรเจสตินที่มีฤทธิ์ต่อต้านเอสโตรเจน

2) ประจำเดือนมาเป็นปกติ หรือรูปร่างพอดี
สำหรับสาวที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ แต่ละครั้งมาในปริมาณไม่มาก ไม่น้อย มาตามรอบเดือน 28 วันเป๊ะ ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสตินต่ำ นั่นคือ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และ Desogestrel ไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม

3) กลุ่มผู้หญิงที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย ประจำเดือนมาน้อย รอบเดือนยาว
ในตลาดยาคุมกำเนิด ก็มีตัวยาที่จะช่วยลดสิวฮอร์โมน อัพหน้าอกให้อึ๋ม ผิวเปล่งปลั่งเช่นกันค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย มีหน้าอกเล็ก เป็นสิว ขนดก ประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน และรอบเดือนยาว 30 วัน และรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาผิวเยอะ ทั้งหน้ามัน เป็นสิวฮอร์โมน แถมหน้าอกก็แบนอีก ไม่มีความเป็นผู้หญิงซะเลย การกินยาคุมช่วยได้ค่ะ เป็นวิธีเดียวกับที่สาวประเภทสองใช้ เพื่อปรับฮอร์โมนให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น สามารถใช้ยาคุมแบบเดียวกับสาวที่มีประจำเดือนน้อยได้เลย คือ มี Cyproterone acetate ช่วยลดแอนโดรเจน ฮอร์โมนเพศชายที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น สาเหตุในการเกิดสิว และ Ethinyl estradiol เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิงที่มีในยาคุมอยู่แล้ว ช่วยกระตุ้นให้หน้าอกใหญ่ขึ้น สะโพกผายมากขึ้น ในบางคนอาจผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ

4) สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สาวๆ กลุ่มนี้คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีประจำเดือน เพราะนานๆ ทีจะมา ระยะเวลาไม่เกิน 4 วัน แถมยังมีปริมาณน้อยอีก และรอบเดือนจะยาวกว่า 30 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ที่มีตัวยาในการลดแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายที่มีมากเกินไป ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล นั่นคือ Cyproterone acetate

รับมือกับอาการข้างเคียงยังไงดี

การเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับร่างกายของสาวๆ จะช่วยลดอาการเคียงให้น้อยลง แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงอยู่ เราก็มีวิธีแก้มาให้ค่ะ

- คลื่นไส้ อาเจียน : มักเป็นในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เริ่มกิน ควรกินต่อไปอีกสักระยะ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และถ้ามีอาเจียน แนะนำให้กินยาก่อนนอน
- เลือดออกกระปริกระปรอย : สาวๆ ที่เพิ่งเริ่มกิน มักมีอาการนี้ เแก้ด้วยการกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน หากยังไม่หายหรือมีเลือดออกมาก ควรเพื่อรีบไปปรึกษาแพทย์
- ปวดหัว : แนะนำให้หยุดยา 1-2 เดือน ถ้าอาการปวดหัวหายไป ให้ลองกลับมากินใหม่ ถ้ายังปวดหัวอยู่ แปลว่าการปวดหัวเกิดจากการที่กินยาคุม อาจต้องเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด หรือเปลี่ยนชนิดของยาคุม
- ประจำเดือนขาด : เกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรสังเกตให้ดีว่าในกรณีของคุณ เกิดจากสาเหตุอะไร เช่น การตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยา โดยถ้าสังเกตจนแน่ใจแล้วว่าเกิดจากยาคุม ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาคุม

หากมีผลข้างเคียงมาก อาจเป็นเพราะชนิดของยาคุมกำเนิดคุณที่เลือก อาจยังไม่เหมาะกับฮอร์โมนในร่างกายของคุณ ทุกครั้งที่เลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรสังเกตร่างกายตัวเอง และปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยค่ะ และควรไปตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คสุขภาพที่ดีของเรานะคะ


ตกขาวแบบนี้ ปกติรึเปล่า? แก้ตกขาวยังไงนะ?

ตกขาว เป็นเรื่องหนึ่งที่สาวๆกังวลใจ และเป็นปัญหาคาใจที่ทำลายความมั่นใจของใครหลายคนมาแล้วนักต่อนัก เรามาดูกัยเลย ว่าเราจะมีทางแก้ปัญหาตกขาวได้ยังไงบ้าง

ตกขาวคืออะไร

ตกขาว ก็คือสารคัดหลั่งจากช่องคลอด ที่ช่วยสร้างความชุ่มชื้นให้บริเวณช่องคลอด และช่วยป้องกันการติดเชื้อภายในช่องคลอด ซึ่งเป็นเรื่องปกติของผู้หญิงทุกคน โดยตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะ เป็นมูกใสๆ ไม่มีสี หรือเป็นสีขาวข้นคล้ายแป้งเปียก ไม่เหม็น และไม่คัน
โดยปริมาณของตกขาวจะเพิ่มมากขึ้นในช่วงเวลาต่อไปนี้
• ช่วงหลังและก่อนการมีประจำเดือน
• ช่วงไข่ตก คือ ระยะกลางของรอบเดือน
• ขณะตั้งครรภ์
• ใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด

แล้วตกขาวที่ผิดปกติ จะมีลักษณะยังไง?
ตกขาวที่ผิดปกติจะมีลักษณะที่ผิดแปลกไปจากเดิม เช่น
• สีเทา สีเขียว สีเหลือง สีชมพู สีน้ำตาล หรือตกขาวมีเลือดปน และมีกลิ่นเหม็นคล้ายปลาเน่า
• ตกขาวเป็นก้อนหนา หรือมีตกขาวมากผิดปกติ

นอกจากนั้น อาจมีอาการอื่นร่วมด้วยกับตกขาว เช่น คันหรือปวดแสบปวดร้อนบริเวณปากช่องคลอด มีไข้ ปวดท้องน้อย เจ็บปวดตอนปัสสาวะ

ตกขาวผิดปกติเกิดจากอะไร?
อาจเกิดจากสาเหตุใดๆ ที่ทำให้เกิดการอักเสบภายในช่องคลอด เช่น การระคายเคืองจากสารเคมี, น้ำยาสวนล้างช่องคลอด, สารจากผ้าอนามัย และการติดเชื้อ โดยพบว่าการติดเชื้อภายในช่องคลอดเป็นสาเหตุสำคัญที่พบบ่อยที่สุดค่ะ

การติดเชื้อแบคทีเรีย
- ปัจจัยเสี่ยงของการติดเชื้อแบคทีเรีย ได้แก่ การสวนล้างช่องคลอด การใช้อุปกรณ์สอดใส่ช่องคลอด การมีเพศสัมพันธ์กับคู่นอนหลายคน การเปลี่ยนคู่นอนใหม่ การมีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิงด้วยกัน การไม่ใช้ถุงยางอนามัย และการสูบบุหรี่
- ตกขาวมีสีขาว เทา กลิ่นคาวคล้ายปลาเน่า
- การรักษาแพทย์จะจ่ายยาปฎิชีวนะในรูปแบบรับประทานหรือครีมทาภายในช่องคลอด โดยใช้ยา เมโทรนิดาโชล (Metronidazole) หรือทินิดาโซล (Tinidazole)

การติดเชื้อรา
- ปัจจัยเสี่ยงสำคัญ คือ การใช้ยาต้านแบคทีเรีย, เบาหวาน, การตั้งครรภ์, เชื้อเอดส์, การใช้ยากดภูมิคุ้มกัน และสวนล้างช่องคลอด
- ตกขาวมีลักษณะเหนียวเป็นก้อนคล้ายแป้งเปียก หรือตะกอนนม มีการคัน ระคายเคืองบริเวณช่องคลอดและแคม
- การรักษา

แพทย์จะจ่ายฆ่าเชื้อรา ซึ่งมีทั้งชนิด สอดช่องคลอด ชนิดรับประทาน เช่น Fluconazole(Biozole) และชนิดครีม เช่น Canestren , Cotren

การติดเชื้อพยาธิในช่องคลอด
- ปัจจัยเสี่ยง คือ การสวนล้างช่องคลอด การมีคู่นอนหลยคน และการติดเชื้อติดต่อทางเพศสัมพันธ์อื่นๆ
- ตกขาวมีสีเหลือง หรือเขียว มีฟอง กลิ่นเหม็นรุนแรง และระคายเคืองช่องคลอด
- การรักษา
แพทย์จะจ่ายยา เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) หรือทินิดาโซล (Tinidazole) และรักษาคู่นอนควบคู่ไปด้วยเสมอ

วิธีป้องกันตกขาว
- หลีกเลี่ยงการใส่ชุดรัดรูป ควรเลือกสวมชุดที่ระบายอากาศได้ดี ไม่คับหรืออึดอัดเกินไป
- ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ อย่างปล่อยให้อ้วนจนเกินไป
- รักษาความสะอาดช่องคลอด และอวัยวะเพศอยู่เสมอ ไม่ปล่อยให้บริเวณช่องคลอดอับชื้น เพื่อป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อรา
- หลีกเลี่ยงการสวนล้างช่องคลอด ทำความสะอาดด้วยน้ำสะอาด และซับให้แห้งก็เพียงพอ เพื่อรักษาสมดุลของแบคทีเรียในช่องคลอด
- ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผ้าอนามัยแผ่นบางติดต่อกันทุกวัน เพราะอาจทำให้เกิดความอับชื้น และเป็นที่สะสมของเชื้อโรคได้
- หมั่นสังเกต ถ้าพบว่าตกขาวผิดปกติ อย่านิ่งนอนใจ! รีบไปพบแพทย์ด่วนๆเลยจ้า

สาวๆ คงหายข้อข้องใจ และเข้าใจตกขาวมากขึ้นกันแล้วนะคะ เมื่อเรารู้สาเหตุการเกิดตกขาวที่ผิดปกติ ก็เหลือแค่การปรับพฤติกรรมการดูแลน้องสาวไม่ให้เสี่ยงต่ออาการผิดปกติต่างๆนะคะ รับรองว่าการรักษาสุขอนามัยของน้องสาวไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิดแน่นอน!


คุมกำเนิดแบบไหน ไม่ท้องชัวร์

ใครยังไม่พร้อมมีเบบี๋ตัวน้อยบ้าง ยกมือขึ้น! รู้ไหมว่าการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่หลายๆคนคิด ในปัจจุบันมีวิธีคุมกำเนิดที่ง่าย และปลอดภัยหลายรูปแบบมาก แต่ก่อนที่เราจะมารู้จักกับวิธีการคุมกำเนิดแบบต่างๆ เรามาทำความเข้าใจกับกระบวนการการตั้งครรภ์กันก่อนดีกว่าค่ะ
โดยปกติแล้วผู้หญิงเราจะมีรอบเดือนทุกๆ 28 วัน โดยในครึ่งแรกของรอบเดือน จะมีไข่ถูกผลิตขึ้นพร้อมๆกันในรังไข่กว่า 20 ฟอง แต่จะมีเพียง 1 ฟองเท่านั้นที่มีการตกไข่ ประมาณวันที่ 13-14 ของรอบ (นับจากวันแรกของประจำเดือน) หากไข่ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิ ก็จะสลายตัวไป ทำให้เกิดการลอกตัวของผนังมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือนนั่นเอง แต่ถ้ามีการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิ (การปฏิสนธิ) ไข่ที่ผสมแล้ว ก็จะเคลื่อนตัวมาฝังอยู่บริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก และเจริญต่อไปเป็นทารก

การคุมกำเนิดมีกี่แบบ?
การคุมกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  1. การคุมกำเนิดแบบถาวร : การทำหมัน หญิง/ชาย - เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการมีลูกอีก หรือมีลูกพอแล้ว
  2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว : การใช้ถุงยางอนามัย, การกินยาเม็ดคุมกำเนิด, การฉีดยาคุมกำเนิด, การใส่ห่วงอนามัย หรืออื่นๆ - เหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมมีลูก หรือต้องการเว้นการมีลูกในช่วงหนึ่ง

คุมกำเนิดแบบไหน ชัวร์ที่สุด?

วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวสำหรับผู้หญิงที่นอกเหนือจากการใช้ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย มีอยู่หลักๆ 2 วิธี คือ

1. การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ
คือการนับหา ‘ระยะปลอดภัย’ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับสาวๆที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ เพราะเป็นวิธีที่มีความคลาดเคลื่อนได้ จึงถือว่าวิธีนี้อาจะไม่ใช่วิธีที่ชัวร์ที่สุดในการคุมกำเนิด การคำณวนระยะปลอดภัยอาศัยหลัก 3 ข้อ คือ
1. ไข่จะสุกประมาณวันที่ 14 ก่อนจะมีประจำเดือนครั้งต่อไป (อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 2 วัน)
2. ไข่สุกแล้วจะมีชีวิตอยู่เพียง 12 ชั่วโมง
3. เชื้ออสุจิจะมีชีวิตอยู่ในช่องคลอดผู้หญิงได้ 2 วัน
นั่นเท่ากับว่าใน 1 เดือน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เพียง 3 วันเท่านั้น แต่อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า วิธีนี้ยังมีความคลาดเคลื่อนสูง จึงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ค่ะ

2. การคุมกำเนิดโดยใช้ยา
เป็นการคุมกำเนิดโดยการฉีดยาคุมกำเนิด หรือการกินยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งการคุมกำเนิดแบบใช้ยา เป็นวิธีที่ชัวร์กว่าแบบธรรมชาติมาก แถมไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วยค่ะ โดยยาเม็ดคุมกำเนิดจะออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ตาม 4 ข้อนี้
1. ทำให้ไข่ไม่ตก
2. ทำให้ท่อนำไข่เคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้ไข่ที่ถูกอสุจิผสมแล้วไม่สามารถเดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้
3. ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
4. ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้น เหนียว จนทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านเข้ามาได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดถูกแบ่งเป็น 3 ชนิดด้วยกัน คือ
1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนอย่างเดียว
3. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

สรุปแบบง่ายๆก็คือ การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดนอกจากการใช้ถุงยางอนามัยแล้ว การคุมกำเนิดโดยใช้ยาก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัย และเสี่ยงท้องน้อยที่สุดจ้า ทั้งนี้ก็ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งในเรื่องรอบเดือน สุขภาพ อาการแพ้ และจุดประสงค์ในการใช้ด้วยนะจ๊ะ


รู้รึเปล่า ยาคุมไม่ได้ทำได้แค่คุมกำเนิดนะ!

ปัจจุบันมียาคุม หลากหลายยี่ห้อ หลากหลายสูตรให้สาวๆเลือกใช้ และเชื่อว่าสาวๆหลายคนทราบกันดีอยู่แล้ว ว่ายาเม็ดคุมกำเนิดมีจุดประสงค์หลักๆคือ เพื่อคุมกำเนิด สำหรับใครที่ยังไม่พร้อมจะมีเจ้าตัวน้อย แต่รู้รึเปล่าว่า จริงๆแล้วยาคุมทำได้มากกว่าที่คิด! ประโยชน์ของยาคุมไม่ได้มีไว้แค่คุมกำเนิดเท่านั้น แต่ยังช่วยเรื่องสุขภาพของสาวๆอีกด้วย จะมีอะไรบ้าง เรามาดูกันเลยค่ะ

1. ช่วยรักษาสิว
เรื่องสิว คืออีกหนึ่งปัญหาใหญ่ที่ทำลายความมั่นใจของสาวๆหลายคนมาแล้ว เมื่อสาวๆกำลังเข้าสู่ช่วงวัยรุ่น จะมีการหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศชายที่พบได้ในทั้งผู้ชายและผู้หญิง ซึ่งเจ้าฮอร์โมนที่ว่า เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดสิว! เมื่อร่างกายหลั่งฮอร์โมนแอนโดรเจนมากเกินไป ก็จะส่งผลให้ต่อมไขมันผลิตไขมันมากขึ้น ทำให้ผิวมัน ขนดก เป็นสิว แต่อย่างเพิ่งกังวล เพราะเราสามารถลดการทำงานที่เพิ่มขึ้นของต่อมไขมันได้ด้วยยาคุมที่มีตัวยา ไซโปรเทอโรน อะซิเตต ซึ่งช่วยต้านฮอร์โมนแอนโดรเจน แค่นี้ก็หายห่งเรื่องสิวได้เลยค่ะ

2. ช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ และแน่นอน
นอกจากจะช่วยให้ประจำเดือนมาปกติแล้ว ยังช่วยบรรเทาอาการปวดท้องและอาการเครียดก่อนและขณะมีประจำเดือน พอประจำเดือนมาปกติ สม่ำเสมอ จะวางแพลนไปเที่ยว เดินทางไปไหนก็สบายๆเลยค่ะ

3. ลดความเสี่ยงโรคกระดูกพรุน
จากผลการวิจัยพบว่ายาเม็ดคุมกำเนิดจะเข้าไปช่วยควบคุมให้ระดับฮอร์โมนในร่างกายของสาวๆมีความสมดุลอยู่เสมอ จึงช่วยให้กระดูกมีความแข็งแรง ซึ่งจะลดความเสี่ยงโดรคกระดูกพรุนในผู้หญิงทั้งในวัยมีประจำเดือน รวมถึงวัยหมดประจำเดือนด้วย

4. ช่วยลดอาการผิดปกติก่อนมีประจำเดือน
ช่วยบรรเทา และลดอาการอ่อนเพลีย หงุดหงิดง่าย วิตกกังวล ท้องอืด มือเท้าบวมหรือปวดเมื่อยตามตัวในช่วงก่อนมีประจำเดือน

5. ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดมะเร็งรังไข่
เนื่องจากยาเม็ดคุมกำเนิดจะป้องกันไม่ให้มีการตกไข่ โดยไม่ส่งผลกระทบต่อรังไข่ ทำให้ไม่มีการเปลี่ยนแปลงของเซลล์ผิวบริเวณรังไข่ ซึ่งเป็นอีกปัจจัยหนึ่งของโรคมะเร็งรังไข่

6. ลดภาวะการอักเสบในอุ้งเชิงกราน
ยาเม็ดคุมกำเนิดจะมีฤทธิ์ทำให้มูกบริเวณปากมดลูกเหนียวข้นขึ้น จึงเป็นเหมือนเกราะป้องกันไม่ให้เชื้อโรคผ่านเข้าไปในโพรงมดลูกและอุ้งเชิงกราน ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงการเกิดภาวะการอักเสบในอุ้งเชิงกรานได้มากถึง 50%

เห็นมั้ยคะว่านอกจากการคุมกำเนิดแล้ว ยาเม็ดคุมกำเนิดยังมีประโยชน์ดีๆอีกเยอะแยะสำหรับสาวๆ ใครอยากเริ่มลองทาน แนะนำให้ปรึกษาสูตินรีแพทย์ หรือเภสัชกรณ์ดูก่อน เพื่อหาสูตรยาคุมกำเนิดที่เหมาะกับตัวเรานะคะ


มาทำความรู้จักยาคุมแต่ละประเภทกัน!

ปัจจุบันมีวิธีคุมกำเนิดที่ได้ผลหลากหลายรูปแบบด้วยกัน หนึ่งในวิธีที่ได้รับความนิยมจากสาวๆมากที่สุดนั่นก็คือ การคุมกำเนิดโดยการกินยาเม็ดคุมกำเนิดนั่นเอง แต่รู้รึเปล่าว่า ยาคุมไม่ได้มีแค่แบบเดียว แถมยังมีหลายประเภทอีกด้วย ถ้าพร้อมแล้ว เรามาทำความเข้าใจยาคุมแต่ละประเภทกันเลยดีกว่าค่ะ

ก่อนอื่นต้องขอบอกก่อนว่า การกินยาเม็ดคุมกำเนิดถือเป็นการคุมกำเนิดแบบชั่วคราว เช่นเดียวกับการใช้ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย แต่แตกต่างกันที่วิธีการทำงาน โดยยาเม็ดคุมกำเนิดจะส่งผลให้

1. ไข่ไม่ตก
2. ท่อนำไข่เคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้ไข่ที่ถูกอสุจิผสมแล้วไม่สามารถเดินทาง
มาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้
3. เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
4. มูกที่ปากมดลูกข้น เหนียว จนทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านเข้ามาได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบฉุกเฉิน

เป็นยาเม็ดคุมกำเนิดที่ใช้ในกรณีฉุกเฉิน เช่นหลังการมีเพศสัมพันธ์แบบไม่ได้ป้องกัน เกิดการรั่วของถุงยางอนามัย หรือห่วงอนามัยหลุด เป็นต้น ยาคุมฉุกเฉินจะมาในรูปแบบแผง 2 เม็ด โดยควรกินให้เร็วที่สุด และไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังจากมีเพศสัมพันธ์ แต่ต้องบอกก่อนว่า ประสิทธิภาพของยาคุมแบบฉุกเฉินจะสู้ยาคุมรายเดือนชนิดฮอร์โมนรวมไม่ได้นะคะ เนื่องจาก ประสิทธิภาพขึ้นอยู่กับระยะเวลาที่รีบกินยา เพราะฉะนั้นควรจะใช้แค่เวลาฉุกเฉินจริงๆค่ะ ยาคุมฉุกเฉินมีวิธีกิน 2 แบบคือ

1. แบ่งกิน 2 ช่วง โดยเม็ดแรกทานเร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ส่วนอีกเม็ดกินอีกที 12 ชั่วโมงถัดไป
2. กินพร้อมกัน 2 เม็ด เร็วที่สุดหลังจากมีเพศสัมพันธ์

แต่เราขอแนะนำว่า กินพร้อมกันไปเลย 2 เม็ดดีกว่าค่ะ เพราะประสิทธิภาพเท่ากัน แต่สามารถป้องกันการลืมกินยาอีกเม็ด แถมยังสะดวกกว่าด้วยค่ะ นอกจากนั้น ถ้าเกิดอาเจียนภายใน 2 ชั่วโมงหลังกินยา ต้องกินซ้ำนะคะ การกินยาเม็ดแบบฉุกเฉินอาจส่งผลให้ปวดท้อง, มีเลือดออกกะปริบกะปรอย หรือประจำเดือนมาคลาดเคลื่อน จึงควรทานเฉพาะฉุกเฉินจริงๆเท่านั้นนะคะ ทางที่ดีถ้ารู้ตัวว่าต้องการคุมกำเนิดเป็นระยะยาว หรือยังไม่พร้อมมีบุตรในช่วงนี้ แนะนำเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือนจะดีกว่าค่ะ

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดรายเดือน

ยาเม็ดคุมกำเนิดแบบรายเดือน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องคุมกำเนิดอยู่เป็นประจำ หรือต้องการคุมรอบเดือนให้มาปกติ รวมถึงช่วยเรื่องผิวพรรณ และลดสิว ถูกแบ่งย่อยออกเป็น 3 สูตรคือ

1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม

เป็นชนิดที่นิยมมากที่สุด ตัวยาจะประกอบด้วยฮอร์โมน 2 ตัว คือ ฮอร์โมนเอสโตรเจน และฮอร์โมนโปรเจสโตรเจน ซึ่งเป็นฮอร์โมนเพศหญิงทำงาน ร่วมกันป้องกันการตกไข่ นอกจากนั้นยังช่วยลดฮอร์โมนเพศชายซึ่งจะช่วยลดสิวได้อีกด้วย

2. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนต่ำ

เป็นอีกหนึ่งทางเลือกของสาวๆที่อยากหลีกเลี่ยงอาการแพ้ หรือเพิ่งเริ่มกินเป็นแผงแรกๆ หรือต้องการปรับฮอร์โมนให้สมดุล โดยจะป้องกันอาการแพ้ อาเจียน เวียนศีรษะ ฝ้า ไม่ส่งผลต่อน้ำหนัก และไม่บวมน้ำ

3. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนโปรเจสโตรเจนเดี่ยว

เหมาะสำหรับสาวๆที่แพ้ฮอร์โมนเอสโตรเจน รวมถึงคุณแม่ที่ต้องให้นมบุตร เนื่องจากไม่มีผลต่อปริมาณ และคุณภาพของน้ำนม แต่ประสิทธิภาพการคุมกำเนิดอาจจะไม่ เท่ากับแบบฮอร์โมนรวม
ยาคุมแบบรายเดือนมีทั้งแบบ 21 เม็ด และแบบ 28 เม็ด ซึ่งทั้ง 2 ชนิดควรกินให้ตรงเวลาทุกวัน โดยมีวิธีกินแตกต่างกันไปดังนี้

- แบบ 21 เม็ด
มีลักษณะเป็นสีเดียวกัน ขนาดและปริมาณยาเท่ากัน โดยให้เริ่มกินตั้งแต่วันที่ 1-5 ของการมีประจำเดือน โดยให้วันที่เริ่มกิน ตรงกับวันที่ระบุอยู่หลังแผง แล้วไล่ไปตามลูกศร เช่น ประจำเดือนมาวันพุธ ก็เริ่มตั้งแต่เม็ดที่ด้านหลังเขียนว่า พ. หรือ Wed จากนั้นหยุดกิน 7 วัน แล้วค่อยเริ่มแผงใหม่ เมื่อถึงกำหนด 7 วัน ไม่ว่าประจำเดือนจะหมด หรือไม่ก็ตามก็ให้เริ่มกินแผงใหม่ได้เลยค่ะ

- แบบ 28 เม็ด

ในแผงยาจะมี 2 สี โดยจะเป็นตัวยาที่เป็นฮอร์โมน 21 เม็ด ส่วนอีก 7 เม็ด เป็นเม็ดแป้ง ด้านหลังแผงจะมีตัวเลขกำกับอยู่ เริ่มกินได้ตั้งแต่วันที่ 1-5 ของรอบเดือน โดยให้เริ่ม กินเม็ดที่เขียนว่า 1 แล้วไล่ไปตามเลขไปเรื่อยๆจนครบ พอหมดแผงก็เริ่มกินแผงใหม่ได้เลยในวันถัดไป

เห็นมั้ยคะว่า ถ้าเราเข้าใจยาคุมแต่ละประเภท และทานให้ตรงกับจุดประสงค์ของเรา การคุมกำเนิดก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย สาวๆคนไหนที่เริ่มทานยาคุมแล้วรู้สึกว่ามีอาการแพ้ หรือพบผลข้างเคียงต่างๆ ลองปรึกษาคุณหมอ หรือเภสัชกร เพื่อปรับชนิดของยาคุม หรือหาแนวทางแก้ไขไปด้วยกันนะคะ


ปวดประจำเดือนขนาดนี้ ระวังจะมีช็อกโกแลตซีสต์แบบไม่รู้ตัว!

สาวๆส่วนใหญ่ มักจะเคยผ่านประสบการณ์ปวดท้องในช่วงวันนั้นของเดือนมาแล้วทั้งนั้น แต่รู้หรือไม่ว่า อาการปวดท้องที่รุนแรงและเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณเตือนของโรคเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ (Endometriosis) หรือที่เรารู้จักกันในชื่อ ช็อกโกแลตซีสต์ นั่นเอง

ช็อกโกแลตซีสต์คืออะไร?
ช็อกโกแลตซีสต์คือภาวะที่เยื่อบุโพรงมดลูก ไปเจริญอยู่ผิดที่ เช่นในอุ้งเชิงกราน หรืออวัยวะอื่นๆ แทนที่จะเจริญอยู่ในโพรงมดลูกตามปกติ ส่งผลให้ประจำเดือนมีความผิดปกติ
ช็อกโกแลตซีสต์มีหน้าตาหลายแบบ ทั้งเป็นจุดสีน้ำตาล จุดสีแดง ถุงน้ำสีใส หรือแม้แต่ถุงสีน้ำตาลคล้ายช็อกโกแลต ซึ่งเป็นที่มาของชื่อ ช็อกโกแลตซีสต์ นั่นเอง

ใครเสี่ยงเป็นช็อกโกแลตซีสต์บ้าง?
จากการศึกษา พบว่าผู้หญิง 10% มีภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โดย 50% ของผู้ป่วย มีอาการปวดประจำเดือนร่วมกับปัญหาการมีบุตรยาก โดยอายุของผู้ป่วยโดยเฉลี่ยอยู่ในช่วงประมาณ 20-40 ปี ปัจจัยที่ทำให้เสี่ยงเป็นช็อกโกแลตซีสต์ ได้แก่
1. มีประวัติคนในครอบครัวเคยเป็นช็อกโกแลตซีสต์
2. สตรีที่ยังไม่มีบุตร
3. เริ่มมีประจำเดือนตั้งแต่อายุยังน้อย, รอบเดือนสั้นหรือยาวมากกว่าปกติ
หรือรอบเดือนมาถี่
4. สตรีที่เข้าสู่ภาวะหมดประจำเดือน (วัยทอง) ช้า

อาการน่าสงสัย ถ้ามีควรรีบปรึกษาแพทย์!
1. ปวดท้องก่อนมีประจำเดือน 2-3 วันโดยจะปวดมากขึ้น และรุนแรงขึ้นในรอบถัดๆไป
2. ปวดท้องน้อยแบบเจ็บลึกๆ บริเวณช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ หรือปวดท้องน้อยเรื้อรัง เกินกว่า 6 เดือน
3. คลำเจอก้อนบริเวณท้องน้อย
4. มีเลือดออกผิดปกติจากช่องคลอด
5. มีบุตรยาก

เป็นแล้วรักษายังไงดี?

  1. การรักษาด้วยยา
    • ยาแก้ปวด และยาต้านการอักเสบ (NSAIDs) กรณีมีอาการปวดไม่มาก
    • ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีด ยาฝัง แผ่นแปะคุมกำเนิด
    • ยาฮอร์โมนกลุ่มโปรเจสติน
    • ยาฮอร์โมนกลุ่มแอนโดรเจน
    • ยากลุ่ม Gonadotropin releasing hormone agonist (GnRHa) ช่วยหยุดการทำงานของไข่ชั่วคราว ทำให้ไม่มีการผลิตฮอร์โมนเพศมากระตุ้นโรค
  2. รักษาโดยการผ่าตัด
    • สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการปวดประจำเดือนมาก มีถุงน้ำช็อกโกแลตขนาดใหญ่
    • หรือกินยาแล้วไม่ได้ผล แนะนำให้รักษาด้วยการผ่าตัดจะดีกว่าค่ะ

ถึงแม้อาการปวดระหว่างช่วงมีประจำเดือน จะเป็นเรื่องปกติที่สาวๆหลายคนต้องเจอกันเป็นธรรมดา แต่อาการปวดประจำเดือนที่รุนแรง และเรื้อรัง ก็เป็นเรื่องที่ผู้หญิงอย่างเราๆ ไม่ควรละเลย เมื่อเกิดความผิดปกติ ควรรีบปรึกษาสูตินรีแพทย์ เพื่อรับการตรวจ และการรักษาอย่างถูกต้องนะคะ


เมือกหรือน้ำใสๆจากช่องคลอดคืออะไร ทำไมผู้หญิงต้องมีด้วย?

เชื่อว่า สาวๆหลายคนจะต้องเคยเห็นเมือก หรือน้ำใสๆ ออกมาจากช่องคลอดของตัวเองอย่างแน่นอน ว่าแต่ เมือกใสๆนั้นมันคืออะไรกันนะ แล้วทำไมผู้หญิงอย่างเราจะต้องมีด้วย?

เมือกใสๆที่ว่า ไม่ใช่ความผิดปกติแต่อย่างใด แต่เป็นสารคัดหลัง หรือของเหลวที่ไหลมาจากช่องคลอด ซึ่งถูกแบ่งเป็น 3 ประเภทหลักๆ ดังนี้

1. น้ำหล่อลื่น
     น้ำหล่อลื่นเกิดจากฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) ที่เป็นตัวรักษาเยื่อบุช่องคลอด ด้วยการผลิตเมือกหรือน้ำใสๆ ช่วยให้ภายในช่องคลอดมีความนุ่มลื่น และชุ่มชื้นอยู่เสมอ เพื่อให้การมีเพศสัมพันธ์ดำเนินไปได้อย่างสะดวก ยิ่งร่างกายของผู้หญิงถูกกระตุ้นมากเท่าไหร่ น้ำหล่อลื่นก็จะออกมามากเท่านั้น

2. ตกขาว
     ตกขาวคือหนึ่งในสารคัดหลั่งที่ออกมาจากบริเวณปากมดลูก และผนังช่องคลอด โดยมักจะออกมามากในช่วงกึ่งกลางของรอบเดือน ซึ่งเป็นช่วงที่มีฮอร์โมนสูง หลังจากนั้นก็จะหายไป และกลับมาอีกครั้งช่วงใกล้มีประจำเดือน

     ตกขาวที่ปกติจะมีลักษณะเป็นมูกใสๆ หรือเป็นสีขาว ไม่ก่อให้เกิดอาการคัน หรือแสบใดๆ ส่วนตกขาวที่ไม่ปกติ จะมีสีที่เปลี่ยนไปจากเดิม เช่น สีเหลือง สีเขียว หรือสีเทา มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายนมบูด มีกลิ่นเหม็น และมีปริมาณมาก แถมทำให้เกิดอาการแสบคันตามอวัยวะเพศ ปัสสาวะแสบขัด และรู้สึกเจ็บช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ ใครมีอาการแบบนี้ ควรรีบปรึกษาคุณหมอโดยเร็วที่สุด

3. น้ำคร่ำ
     น้ำคร่ำคือของเหลวที่อยู่ในถุงล้อมรอบทารก มีลักษณะเป็นน้ำใสๆ ซึ่งจะมีมากขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุครรภ์ มีหน้าที่ช่วยปกป้อง และพัฒนาการเจริญเติบโตของทารกในส่วนของกระดูกและกล้ามเนื้อ

     คุณแม่คนไหนที่มีน้ำคร่ำออกมาจากช่องคลอดอย่างต่อเนื่องคล้ายกับปัสสาวะขณะตั้งครรภ์ นั่นหมายความว่าทารกพร้อมที่จะคลอดออกมาแล้ว ไม่ว่าจะครบหรือไม่ครบตามอายุครรภ์ก็ตาม แต่ถ้าไหลก่อนอายุครรภ์จะครบ โดยเฉพาะช่วงอายุครรภ์น้อยๆ อาจเกิดจากความผิดปกติของทารก และอาจส่งผลให้เกิดภาวะแท้งบุตรได้

     สำหรับน้ำคร่ำที่ไหลออกมาก่อนเจ็บท้องคลอดหรือที่เราเรียกว่า “น้ำเดินก่อนเวลา” มักเกิดจากการที่คุณแม่เคยมีประวัติถุงน้ำคร่ำแตกมาก่อนหรือติดเชื้อในช่องคลอด รวมถึงอาจเกิดการติดเชื้อที่มดลูกหรือปากมดลูก การดื่มสุรา สูบบุหรี่ เสพยาเสพติด หรือเคยผ่าตัดมดลูก ทำให้ถุงน้ำคร่ำแตกแล้วมีน้ำใสๆ ไหลออกมาจากช่องคลอดได้เช่นกัน

     หากมีน้ำคร่ำออกมาจากช่องคลอด คุณแม่ที่กำลังตั้งครรภ์ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างเร็วที่สุด ก่อนที่ทารกในครรภ์จะได้รับอันตรายจากการติดเชื้อระหว่างคลอด

     สาวๆคนไหน ที่ไม่แน่ใจว่าเมือกหรือน้ำใสๆที่ออกมาจากช่องคลอดนั้นเป็นอะไรกันแน่ หรือเริ่มรู้สึกว่า ของเหลวนั้นๆมีลักษณะผิดแปลกไปจากที่เคย ควรเริ่มสังเกต เก็บข้อมูล และปรึกษาแพทย์เพื่อรับการวินิฉัย และรับการรักษาอย่างถูกต้องนะคะ


รู้รึเปล่า? มะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ด้วยวัคซีนแค่ 3 เข็ม!

รู้รึเปล่าว่า เราสามารถลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ด้วยการฉีดวัคซีนแค่ 3 เข็มเท่านั้น! แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงวัคซีนตัวนี้ เรามาทำความรู้จักมะเร็งปากมดลูกกันก่อนดีกว่า

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม ในประเทศไทยพบมากในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40-65 ปี แต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณ 10,000 คน และเสียชีวิตสูงถึง 5,000 รายต่อปี มะเร็งปากมดลูกเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย, มีลูกหลายคน หรือมีประวัติเป็นกามโรค แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วสาเหตุหลักของโรคคือการติดเชื้อไวรัส Human Papilomavirus หรือเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเจริญผิดปกติ จนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด และนี่คือจุดเริ่มต้นของการคิดค้นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) จากสองสายพันธุ์นี้ขึ้นมา

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) มี 2 ชนิด ได้แก่ Quadrivalent vaccine (ชนิดไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16 และ 18) และ Bivalent vaccine (ชนิดไวรัส 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18) ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี โดยควรฉีดให้ครบก่อนติดเชื้อ และก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ว วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ซึ่งวัคซีนจะเริ่มป้องกันการติดเชื้อภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม (เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 1-2 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 2 ประมาณ 4-5 เดือน) ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีน ยังคงต้องติดตามผลต่อไป เพราะยังไม่มีข้อมูลว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะอยู่ได้นานเกินกว่า 10 ปี

สาวๆคนไหน ที่อยากไปฉีดแต่กลัวผลข้างเคียง ไม่ต้องห่วงเพราะโดยทั่วไปแล้วการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) ไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง แต่อาจจะมีแค่อาการ ปวด บวม แดง หรือคันบริเวณที่ฉีด ในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ผื่นคันตามตัว หรืออาจมีไข้ ดังนั้นหลังจากฉีดวัคซีน ควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที และไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับบ้านคนเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็ยังคงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสาวๆนะจ๊ะ