ไม่อ่านแล้วจะเสียใจ เกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน

การวางแผนชีวิตและครอบครัวเป็นสิ่งสำคัญ และในปัจจุบันก็มีหลากหลายทางเลือกที่ช่วยให้ชีวิตของคุณเป็นไปตามแผนได้อย่างสะดวกมากขึ้น ยาเม็ดคุมกำเนิดเป็น หนึ่งในตัวช่วยนั้น แม้กระทั่งเมื่อมีเหตุให้ชีวิตของคุณต้องผิดแผน ก็ยังมีตัวช่วยที่คอยกู้สถานการณ์ฉุกเฉินอย่าง “ยาคุมฉุกเฉิน”

ปัจจุบัน คนส่วนใหญ่ยังมีความรู้ความเข้าใจที่ไม่เพียงพอเกี่ยวกับตัวยา และวิธีใช้อยู่มาก จากการไม่ได้รับข้อมูลเชิงปฏิบัติ ทำให้หลายคนมักจะใช้ยาอย่างไม่ถูกต้องจนไม่ได้รับประสิทธิภาพสูงสุดจากยา ควรรีบทำความเข้าใจยาตัวนี้ให้ดี เพราะเรื่องฉุกเฉินไม่จำเป็นต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ

ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับยาคุมฉุกเฉิน
- ยาคุมฉุกเฉิน เป็นประเภทหนึ่งของยาเม็ดคุมกำเนิด
- ยาคุมฉุกเฉิน แตกต่างจากยาคุมปกติ และไม่สามารถใช้แทนยาคุมปกติได้ เพราะมีปริมาณฮอร์โมนสูงกว่ามาก ไว้สำหรับใช้หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันด้วยการคุมกำเนิดแบบอื่นเท่านั้น
- ยาคุมฉุกเฉิน ไม่ใช่ยาทำแท้ง เพราะใช้ได้ภายใน 3 วันหลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกันเท่านั้น
- สามารถใช้ยาคุมฉุกเฉินได้มากกว่า 2 ครั้งในชีวิต โดยไม่ควรใช้เกิน 2 ครั้งต่อ 1 เดือน
- ยาคุมฉุกเฉิน 1 แผง มีเม็ดยา 2 เม็ด โดยจะทานพร้อมกันเลยก็ได้ หรือจะ ทานแยกกันตามวิธีต่อไปนี้ก็ได้

วิธีใช้ยาคุมฉุกเฉิน
1. วิธีทั่วไปที่นิยมใช้ และเป็นที่แนะนำคือ ทานเม็ดแรกทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ หลังมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน
2. หลังจากทานเม็ดแรกแล้ว 12 ชั่วโมง ให้ทานเม็ดต่อไป (เม็ดสุดท้าย)
3. สามารถทานยาคุมฉุกเฉินทั้ง 2 เม็ดพร้อมกันได้เลย ทันที หรือเร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ หลังเพศสัมพันธ์ที่ไม่ได้ป้องกัน สาเหตุที่แนะนำให้ทานทีละเม็ดแบบข้อ 1-2 เพื่อหลีกเลี่ยง หรือบรรเทาอาการข้างเคียงค่ะ
4. ประสิทธิภาพในการป้องกันการตั้งครรภ์ ขึ้นอยู่กับเวลาของการเริ่มรับประทานยา จึงต้องทานทันทีหลังมีเพศสัมพันธ์ และอย่างช้าที่สุดไม่เกิน 3 วัน
5. อาการข้างเคียงที่อาจพบได้คือ คลื่นไส้ อาเจียน เลือดออกกระปริบกระปรอย เจ็บคัดเต้านม อ่อนแรง ปวดศีรษะ ปวดท้องน้อย ที่พบบ่อยคือ ประจำเดือนคลาดเคลื่อน มาช้ากว่ากำหนด

แม้ว่าการใช้ยาคุมฉุกเฉิน 2 ครั้งต่อเดือน จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกาย แต่ถ้ารู้ตัวว่าต้องคุมกำเนิดบ่อยๆ ควรใช้ยาคุมแบบปกติ (มีแบบ 21 เม็ดและ 28 เม็ด) เพื่อการคุมกำเนิดในระยะยาวที่ปลอดภัย ได้ผลดี ไม่ต้องรอให้ฉุกเฉินค่ะ


ทานยาคุมอย่างไรให้ถูกต้องและปลอดภัย?

ในปัจจุบันการคุมกำเนิดที่หลากหลาย สามารถตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ที่ไม่แน่นอนของคนสมัยใหม่ และยังช่วยวางแผนกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างดี แต่ก็ยังมีอีกหลายคนที่สงสัยในประสิทธิภาพ และผลข้างเคียงของยาคุมกำเนิด ซึ่งอาจเป็นเพราะรายละเอียดของยาคุม ไม่เคยถูกพูดถึงอย่างเปิดอกในสื่อใดๆ วันนี้ไบโอฟาร์มขออาสาตอบข้อสงสัย เกี่ยวกับการทานยาคุมกำเนิดอย่างถูกต้องและปลอดภัย เพื่อให้ทุกคนสามารถควบคุมและวางแผนชีวิตได้อย่างสบายใจและราบรื่นค่ะ

สเต็ปที่ 1
เช็กตัวเองก่อนใช้ยาคุมกำเนิด

คุณต้องมั่นใจว่าตนเอง‘ไม่’อยู่ในกลุ่มเสี่ยงต่ออาการข้างเคียงที่อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพดังนี้ค่ะ

  1. ผู้ที่ตั้งครรภ์
  2. ผู้ที่ให้นมบุตร (หลังคลอดภายใน 6 สัปดาห์)
  3. ผู้ที่มีน้ำหนักเยอะ หรือมีค่า BMI มากกว่า 30 จะเสี่ยงต่อโรคลิ่มเลือดอุดตัน
  4. ผู้ที่อายุมากกว่า 40 ปี หากจำเป็นต้องใช้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจร่างกายก่อน แต่หากอายุมากกว่า 35 ปี แล้วสูบบุหรี จะไม่แนะนำให้ใช้ยาคุมกำเนิดค่ะ
  5. ผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านม
  6. ผู้ป่วยโรคเบาหวาน ที่มีภาวะแทรกซ้อนทางไต ตา ระบบประสาท หรือหลอดเลือดต่างๆ หรือผู้ป่วยโรคเบาหวานที่เป็นมานานกว่า 20 ปี
  7. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นโรคลิ่มเลือดอุดตันในหลอดเลือดที่บริเวณขา หรือปอด, โรคหลอดเลือดสมอง, โรคหัวใจขาดเลือด, โรคที่เกี่ยวกับลิ้นหัวใจ
  8. ผู้ที่กำลังเป็น หรือเคยเป็นเนื้องอก หรือมะเร็งตับ และโรคตับแข็งในระยะรุนแรง
  9. ผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดที่มองเห็นแสงสว่างวาบ มองภาพไม่ชัด หรือผู้ที่เป็นโรคไมเกรน ชนิดไม่เห็นแสงสว่างวาบที่อายุมากกว่า 35 ปี
  10. ผู้ที่มีภาวะความดันโลหิตสูงแบบควบคุมไม่ได้ (ค่าบนสูงกว่า 160 มิลลิเมตรปรอท หรือความดันโลหิตค่าล่างสูงกว่า 90 มิลลิเมตรปรอท)
  11. ผู้ที่ผ่าตัดใหญ่ หรือผ่าตัดบริเวณขา ที่ไม่สามารถเคลื่อนไหวได้เป็นเวลานาน

สเต็ปที่ 2

เรียนรู้วิธีคุมกำเนิดที่ถูกต้อง
โดยหลักๆ แล้ว ยาคุมแบบปกติมีหลักการทานยาที่ไม่ค่อยแตกต่างกันนัก โดยลิสท์ให้จำง่ายๆ ดังนี้

  1. อ่านฉลากกำกับยาทุกครั้ง เพื่อศึกษาวิธีทานของยานั้นๆ และข้อควรระวังอย่างละเอียด
  2. การเริ่มทานยาเม็ดแรก ให้เริ่มภายใน 5 วันแรกของรอบประจำเดือน เช่น ประจำเดือนมาวันที่ 1 ก็เริ่มทานได้ตั้งแต่วันที่ 1 เลย หรือ วันที่ 2, 3, 4 และวันที่ 5 ไม่แนะนำให้ทานยาคุมกำเนิดเฉพาะวันที่มีการร่วมเพศ เพราะเสี่ยงตั้งครรภ์สูง นอกจากยาจะไม่มีผลแล้ว ยังอาจมีเลือดออกกะปริบกะปรอยด้วย ส่วนการเริ่มทานยาคุมกำเนิดหลัง 5 วันแรกของการมีประจำเดือนก็สามารถทำได้ แต่ไม่แนะนำค่ะ
  3. ทานยาวันละ 1 เม็ด โดยทานตามวันที่ระบุบนแผง และชนิดของยา หรือหากไม่ระบุ ก็สามารถเริ่มทานได้เลย
  4. ทานยาทุกวัน ในเวลาใกล้เคียงกันในแต่ละวัน อาจตั้งนาฬิกาปลุกสำหรับทานยาคุมโดยเฉพาะ
  5. หากทานแล้วอาเจียนหลังทานภายใน 3 ชั่วโมง ให้ทานยาซ้ำ เพราะระยะการดูดซึมของยาคือ 3 ชั่วโมง

สเต็ปที่ 3

อย่าละเลยการคุมกำเนิดอย่างปลอดภัย

  1. เมื่อเริ่มทานยาคุมกำเนิดเม็ดแรก ควรใช้วิธีคุมกำเนิดอย่างอื่นร่วมด้วยเสมอ อย่างน้อย 7 วันหลังจากทานยาเม็ดแรก
  2. หากลืมทานยาคุมกำเนิด มีวิธีปฏิบัติดังนี้
    1. ลืมทาน 1 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดได้เลย โดยไม่ต้องใช้ยาคุมฉุกเฉิน หรือ วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วม เช่น ถุงยางอนามัย
    2. ลืมทาน 2 เม็ด ทานชดเชยทันทีที่นึกได้ หากนึกได้วันถัดไป ในเวลาเดิมที่ทาน ให้ทานพร้อมกัน 2 เม็ดโดยทิ้งยา 1 เม็ด ของวันแรกที่ลืมไปเลย แต่จำเป็นต้องใช้วิธีคุมกำเนิดวิธีอื่นร่วมด้วยเช่น ถุงยางอนามัย พร้อมกับทานยาคุมให้ตรงเวลาอย่างเคร่งครัด นาน 7 วัน หากมีเพศสัมพันธ์ในช่วงที่ลืมทานพอดี อาจจะมีความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ ควรพิจารณาการใช้ยาคุมฉุกเฉิน
    3. หากลืมทานมากกว่า 2 เม็ด
      จะถือว่าฤทธิ์คุมกำเนิดหายทันที ควรเริ่มแผงใหม่ พร้อมใช้ถุงยางอนามัยควบคู่อย่างน้อย 7 วันค่ะ

เลือกยาคุมยังไงให้เข้ากับคุณที่สุด

ไม่ต้องยืนงงในดงยาคุมอีกต่อไป สำหรับยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่เป็นไอเท็มคู่กายของสาวๆ ยุคนี้ ไม่ได้กินเพื่อป้องกันการตั้งครรภ์อย่างเดียว ยาคุมยังมีประโยชน์อีกมากมาย ช่วยให้สาวๆ อย่างเราได้สวยเป๊ะยิ่งขึ้น เช่น ลดสิว, อัพไซส์หน้าอก, ผิวเปล่งปลั่ง ดูสุขภาพดี วันนี้ไบโอฟาร์มเอาวิธีการเลือกยาคุมให้เหมาะกับคุณสาวๆ มาฝาก รับรองว่าไปซื้อคราวหน้าคุยกับเภสัชรู้เรื่อง เลือกยาคุมได้ตรงตามความต้องการเลยค่ะ

ยาคุมแบบไหน เหมาะกับคุณ

ยาคุมกำเนิดแบบเม็ดที่ได้รับความนิยมมากที่สุด คือ แบบฮอร์โมนรวม ซึ่งแต่ละตัวก็มีตัวยาที่แตกต่างกันไป เพราะฉะนั้นเราควรเลือกให้เหมาะกับจุดประสงค์ที่ต้องการ และเข้ากับร่างกายของคุณด้วยมากที่สุด มาดูกันว่าเลือกยังไง

ใช้เพื่อป้องกันการตั้งครรภ์ และช่วยให้ประจำเดือนมาสม่ำเสมอ

สาวๆ ส่วนใหญ่ก็คงกินยาคุมเพื่อไม่ให้ท้องนี่แหละ โดยทั่วไปจะแนะนำให้เลือกใช้ยาคุมที่มี Ethinyl Estradiol ต่ำๆ ก่อน เช่น 0.02 มิลลิกรัม เพื่อลดอาการข้างเคียง เช่นคลื่นไส้ อาเจียน อ้วนบวมน้ำ หรือเป็นฝ้า และยังสามารถทานติดต่อกันได้นานอย่างปลอดภัย แต่สมัยนี้มีการพัฒนาสูตรยาคุมกำเนิดขึ้นมาเรื่อยๆ ทำให้มีผลพลอยได้ที่ทำให้สาวๆ แฮปปี้ยิ่งขึ้น เพราะประจำเดือนจะมาสม่ำเสมอ รอบเดือนตรงเป๊ะ สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ หันมาใช้วิธีกินยาคุมกันมากขึ้น เพื่อช่วยแก้ไขปัญหาเรื่องนี้

ก่อนอื่นเราควรสำรวจตัวเองก่อนว่าฮอร์โมนของเราเป็นยังไง จากแค่การสังเกตรอบเดือนของเรา ไม่ควรเลือกตามเพื่อน เพราะร่างกายของแต่ละคนแตกต่างกัน และอาจทำให้มีผลข้างเคียงตามมา

1) สำหรับคนที่ประจำเดือนมามาก หรือมีรูปร่างท้วม
ถ้าคุณมีประจำเดือนปริมาณมาก มานานถึง 7-10 วัน (หรือมากกว่านั้น) และรอบเดือนสั้นกว่า 28 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนต่ำ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และโปรเจสตินที่มีฤทธิ์ต่อต้านเอสโตรเจน

2) ประจำเดือนมาเป็นปกติ หรือรูปร่างพอดี
สำหรับสาวที่มีประจำเดือนสม่ำเสมอ แต่ละครั้งมาในปริมาณไม่มาก ไม่น้อย มาตามรอบเดือน 28 วันเป๊ะ ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ชนิดที่มีเอสโตรเจนและโปรเจสตินต่ำ นั่นคือ Ethinyl estradiol ไม่เกิน 0.020 มิลลิกรัม และ Desogestrel ไม่เกิน 0.15 มิลลิกรัม

3) กลุ่มผู้หญิงที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย ประจำเดือนมาน้อย รอบเดือนยาว
ในตลาดยาคุมกำเนิด ก็มีตัวยาที่จะช่วยลดสิวฮอร์โมน อัพหน้าอกให้อึ๋ม ผิวเปล่งปลั่งเช่นกันค่ะ สำหรับสาวๆ ที่มีรูปร่างไปทางผู้ชาย มีหน้าอกเล็ก เป็นสิว ขนดก ประจำเดือนมาน้อยกว่า 4 วัน และรอบเดือนยาว 30 วัน และรู้สึกว่าตัวเองมีปัญหาผิวเยอะ ทั้งหน้ามัน เป็นสิวฮอร์โมน แถมหน้าอกก็แบนอีก ไม่มีความเป็นผู้หญิงซะเลย การกินยาคุมช่วยได้ค่ะ เป็นวิธีเดียวกับที่สาวประเภทสองใช้ เพื่อปรับฮอร์โมนให้ดูเป็นผู้หญิงมากขึ้น สามารถใช้ยาคุมแบบเดียวกับสาวที่มีประจำเดือนน้อยได้เลย คือ มี Cyproterone acetate ช่วยลดแอนโดรเจน ฮอร์โมนเพศชายที่กระตุ้นให้ต่อมไขมันทำงานมากขึ้น สาเหตุในการเกิดสิว และ Ethinyl estradiol เอสโตรเจน ฮอร์โมนเพศหญิงที่มีในยาคุมอยู่แล้ว ช่วยกระตุ้นให้หน้าอกใหญ่ขึ้น สะโพกผายมากขึ้น ในบางคนอาจผิวดูเปล่งปลั่งขึ้นด้วยนะ

4) สำหรับคนที่ประจำเดือนมาไม่ปกติ
สาวๆ กลุ่มนี้คงไม่ค่อยคุ้นเคยกับการมีประจำเดือน เพราะนานๆ ทีจะมา ระยะเวลาไม่เกิน 4 วัน แถมยังมีปริมาณน้อยอีก และรอบเดือนจะยาวกว่า 30 วัน ควรใช้เลือกยาเม็ดคุมกำเนิดฮอร์โมนรวม ที่มีตัวยาในการลดแอนโดรเจนหรือฮอร์โมนเพศชายที่มีมากเกินไป ทำให้ฮอร์โมนไม่สมดุล นั่นคือ Cyproterone acetate

รับมือกับอาการข้างเคียงยังไงดี

การเลือกยาเม็ดคุมกำเนิดให้เหมาะกับร่างกายของสาวๆ จะช่วยลดอาการเคียงให้น้อยลง แต่ถ้ายังมีอาการข้างเคียงอยู่ เราก็มีวิธีแก้มาให้ค่ะ

- คลื่นไส้ อาเจียน : มักเป็นในช่วง 2-3 เดือนแรกที่เริ่มกิน ควรกินต่อไปอีกสักระยะ อาการจะค่อยๆ ดีขึ้น และถ้ามีอาเจียน แนะนำให้กินยาก่อนนอน
- เลือดออกกระปริกระปรอย : สาวๆ ที่เพิ่งเริ่มกิน มักมีอาการนี้ เแก้ด้วยการกินยาในเวลาเดียวกันทุกวัน หากยังไม่หายหรือมีเลือดออกมาก ควรเพื่อรีบไปปรึกษาแพทย์
- ปวดหัว : แนะนำให้หยุดยา 1-2 เดือน ถ้าอาการปวดหัวหายไป ให้ลองกลับมากินใหม่ ถ้ายังปวดหัวอยู่ แปลว่าการปวดหัวเกิดจากการที่กินยาคุม อาจต้องเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด หรือเปลี่ยนชนิดของยาคุม
- ประจำเดือนขาด : เกิดได้จากหลายสาเหตุ ควรสังเกตให้ดีว่าในกรณีของคุณ เกิดจากสาเหตุอะไร เช่น การตั้งครรภ์, ความเครียด, การใช้ยา โดยถ้าสังเกตจนแน่ใจแล้วว่าเกิดจากยาคุม ควรปรึกษาแพทย์ เพื่อเปลี่ยนชนิดของยาคุม

หากมีผลข้างเคียงมาก อาจเป็นเพราะชนิดของยาคุมกำเนิดคุณที่เลือก อาจยังไม่เหมาะกับฮอร์โมนในร่างกายของคุณ ทุกครั้งที่เลือกใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรสังเกตร่างกายตัวเอง และปรึกษาแพทย์ทุกครั้ง เพื่อความปลอดภัยค่ะ และควรไปตรวจภายในปีละ 1 ครั้ง เพื่อเช็คสุขภาพที่ดีของเรานะคะ


อันตรายจากยาลดความอ้วน

“อ้วน” คำสั้น ๆ ที่สั่นสะเทือนความรู้สึกของใครหลายคน และบางคนก็เลือกที่จะแก้ปัญหาด้วยการใช้ “ยาลดความอ้วน” เนื่องจากมีประสิทธิภาพดี เห็นผลเร็ว แต่เหรียญมักมีสองด้านเสมอ …ยาลดความอ้วนก็เช่นกัน ดังที่เรามักจะได้ยินข่าวกันอยู่เนือง ๆ เกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตจากการรับประทานยาลดความอ้วน

ยาลดความอ้วนในปัจจุบันมีหลายประเภท เช่น ยาที่ทำให้เบื่ออาหาร ยาที่เน้นการขับสารอาหารออกจากร่างกาย ยาเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน และยาที่มีคุณสมบัติในการจับกับสารอาหารเป็นพิเศษเพื่อลดการดูดซึม แต่ไม่ว่าจะใช้ยาประเภทใดก็ตาม เมื่อหยุดยาน้ำหนักที่หายไปก็มักจะกลับมา และอาจจะเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิมด้วยซ้ำหากไม่ควบคุมเรื่องอาหารและการออกกำลังกาย ยาลดความอ้วนจึงเป็นเพียงตัวช่วยในการลดน้ำหนักเท่านั้น และไม่ควรใช้ติดต่อกันนานเกิน 2 – 3 เดือน เมื่อน้ำหนักลดลงต้องหันไปควบคุมน้ำหนักด้วยวิธีอื่นที่ไม่ใช่ยา โดยวิธีที่จะทำให้น้ำหนักตัวลดลงได้อย่างถาวรก็คือ การปรับนิสัยการกินร่วมกับการออกกำลังกายควบคู่ไปด้วย

ผลข้างเคียงจากการใช้ยาลดความอ้วน
ยาลดความอ้วนทุกชนิดล้วนส่งผลเสียต่อร่างกายในระยะยาว และยังไม่มียาลดความอ้วนตัวใดที่ใช้แล้วปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นต์ ทุกตัวมีอันตรายทั้งสิ้นหากใช้อย่างไม่ระมัดระวัง การใช้ยาลดความอ้วนจึงควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่ในทางปฏิบัติกลับพบว่า ส่วนใหญ่มักไปหาซื้อยามารับประทานกันเอง เพราะประหยัดเวลาและราคาถูกกว่า โดยที่บางคนอาจจะยังไม่รู้เลยว่ายาลดความอ้วนที่ตัวเองใช้อยู่นั้นส่งผลข้างเคียงอะไรได้บ้าง ซึ่งผลข้างเคียงที่เกิดจากการสะสมของยาลดความอ้วน โดยเฉพาะยาในกลุ่มที่ออกฤทธิ์ต่อจิตประสาทที่สำคัญ คือ นอนไม่หลับ กระวนกระวาย ใจสั่น ปากแห้ง เหงื่อออก ท้องผูก ม่านตาขยาย ปวดศีรษะ ตาพร่ามัว ความดันโลหิตสูง ชัก ประสาทหลอน ซึมเศร้า และหัวใจทำงานหนักกว่าปกติจนอาจเกิดภาวะหัวใจวายเฉียบพลัน

นอกจากนี้อีกหนึ่งปัญหาที่พบในผู้ที่ใช้ยาลดความอ้วนคือ “การติดยาลดความอ้วน” เนื่องจากยาช่วยให้น้ำหนักลดลงได้เร็วโดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมใด ๆ ดังนั้นเมื่อหยุดยา น้ำหนักจึงกลับเพิ่มขึ้นมาใหม่ ทำให้ต้องกลับไปใช้ยาลดความอ้วนต่อเนื่องวนเวียนแบบนี้ไปเรื่อย ๆ (ซึ่งข้อห้ามสำคัญของการใช้ยาลดความอ้วนทุกชนิดคือ ต้องใช้ยาเพียงระยะสั้นเท่านั้น) และอาจนำไปสู่ปัญหาการดื้อยา คือเมื่อใช้ยาไประยะหนึ่งจะต้องเพิ่มปริมาณยาเนื่องจากใช้ปริมาณเดิมไม่ได้ผล ที่น่ากลัวคือ การเพิ่มยาเอง เพราะอาจเป็นอันตรายถึงขั้นเสียชีวิตได้

สัญญาณอันตรายที่ต้องมาพบแพทย์โดยด่วน!
สำหรับใครที่กำลังใช้ยาลดความอ้วนอยู่ หากมีอาการหมดแรง เจ็บหน้าอก ขาหรือเท้าบวม หายใจติดขัดหรือหายใจลำบาก รู้สึกเหนื่อยมากผิดปกติ ควรมาพบแพทย์โดยด่วน เพราะอาการเหล่านี้เป็นสัญญาณอันตรายที่เกิดจากการใช้ยา อาจส่งผลร้ายแรงถึงขั้นทำให้เสียชีวิตอย่างกะทันหัน จึงต้องขอย้ำอีกครั้งว่า การใช้ยาลดความอ้วนต้องอยู่ในการดูแลของแพทย์ และใช้ในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น!!!


สารพัดเทคนิครักษาฝ้า

นอกจากเรื่องสิวแล้ว อีกหนึ่งปัญหาบนใบหน้าที่ทำให้บรรดาสาว ๆ เป็นกังวลไม่ใช่น้อย เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ฝ้า” เจ้ารอยปื้นสีอมน้ำตาลที่ทำให้ผิวหน้าบางบริเวณแลดูคล้ำกว่าส่วนอื่น หากถามว่าเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้หรือเปล่า คำตอบคือ มีทั้งปัจจัยที่ป้องกันได้และปัจจัยที่ป้องกันไม่ได้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝ้า ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น การตั้งครรภ์ การหมดประจำเดือน) และ แสงแดด ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดฝ้า เช่น การมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่อาจมีฮอร์โมนผสมอยู่ การเป็นโรคต่อมไทรอยด์ และการขาดสารอาหาร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าหนึ่งในปัจจัยหลักของการเกิดฝ้าคือ “แสงแดด” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราสามารถป้องกันได้ ด้วยการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดซ้ำหากเหงื่อออกมาก รวมทั้งเลือกใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำได้ (Water-resistant หรือ Waterproof) ในกรณีที่ต้องการเล่นน้ำ

สารพัดเทคนิครักษาฝ้า
เราสามารถรักษาฝ้าให้จางลงได้ แต่ไม่หายขาด ยกเว้นบางกรณี เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้ว ฝ้าอาจจางหายได้เองหลังจากคลอดบุตรแล้ว แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับวิธีหลักในการรักษาฝ้า ได้แก่ การใช้ยาทารักษาฝ้า เป็นยาในกลุ่มไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ และสเตียรอยด์ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำหรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับการใช้ครีมกันแดดในช่วงเวลากลางวันเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น นอกจากการใช้ยาทารักษาฝ้าแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคใหม่ ๆ อีกหลายวิธีในการรักษาฝ้า ยกตัวอย่างเช่น

  • การลอกหน้าด้วยสารเคมี เช่น กรดไกลคอลิก ช่วยลอกผิวหนังส่วนบน ทำให้ฝ้าจางลงได้ สารประเภทนี้เป็นยาน้ำสำหรับทาผิว เพื่อทำให้ผิวเกิดการไหม้อ่อน ๆ คล้ายผิวไหม้แดด โดยยาลอกผิวแต่ละชนิดจะมีความแรงต่าง ๆ กัน ซึ่งกรดไกลคอลิกเป็นยาลอกผิวที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหรือผิวด่างน้อยกว่า อย่างไรก็ตามควรระวังการใช้ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดใบหน้า และผู้ที่เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
  • การใช้เทคนิคฉายแสง โดยทั่วไปยังไม่นิยมใช้ในการรักษาฝ้า เนื่องจากราคาแพง และผลการรักษายังไม่แน่นอน และกลับเป็นซ้ำได้เมื่อหยุดการรักษา
  • การใช้กรอผิวด้วยผงขัด เพื่อเร่งขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดลอกเร็วขึ้น เหมาะสำหรับรักษาฝ้าที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ ข้อควรระวังคือ ห้ามทำในผู้ที่เป็นเริม มะเร็งผิวหนัง และผิวหนังอักเสบ
  • การใช้เลเซอร์ เป็นการยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณรอยคล้ำ เพื่อปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น ช่วยลดรอยคล้ำของผิวหนังได้

เทคนิคเหล่านี้เป็นเพียงเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้าเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคใดที่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดโดยไม่กลับเป็นซ้ำได้ เพราะปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าคือ แสงแดดและฮอร์โมน ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ตามการใช้ยาทารักษาฝ้าร่วมกับการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำก็นับว่าเป็นวิธีการหลักในการรักษาฝ้าที่ได้ผลดีพอสมควรแล้ว


รู้ทันศัลยกรรมความงาม

การทำศัลยกรรมความงามเป็นการเสริมบุคลิก และอาจมองได้ว่าเป็นการลงทุน เพราะมีงานวิจัยในต่างประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการมีลักษณะทางกายภาพที่ดีมีผลต่อหน้าที่การงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความต้องการเสริมความงามเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลด้านศัลยกรรมและเสริมความงามจำนวนไม่น้อยที่โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ทำให้หลายคนหลงเชื่อข้อมูลที่ผิด ๆ และเกิดผลเสียตามมา จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องศึกษารายละเอียดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน คือ รู้ให้หมด รู้ให้รอบ หรือรู้ให้มากที่สุดก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมความงาม

ศัลยกรรมตกแต่งความงามยอดนิยม
สาร Botulinum toxin หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “โบท็อกซ์” สารชนิดนี้เป็นสารพิษที่มีผลต่อเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต โดยทั่วไปจะนำมาใช้ในการรักษารอยย่นบนใบหน้าส่วนบน ได้แก่ รอยขมวดคิ้ว รอยย่นที่หน้าผาก และรอยตีนกา สิ่งที่ควรทราบคือ…

  • โบท็อกซ์ทำได้เพียงให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขรอยย่นที่เกิดจากผิวหนังหย่อนยานได้ เหมาะกับผู้ที่ชอบขมวดคิ้วจนเห็นเป็นรอยย่นระหว่างคิ้ว หลังจากฉีดโบท็อกซ์จะไม่สามารถขมวดคิ้วได้ จึงไม่เกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว ยกเว้นในรายที่เป็นมานานจนรอยย่นติดบนผิวแล้ว แม้จะฉีดโบท็อกซ์ก็จะยังเห็นรอยย่นเหมือนเดิม
  • โบท็อกซ์ไม่สามารถช่วยให้ผิวกลับเต่งตึงขึ้นมาใหม่ได้ เพราะการทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตไม่ได้มีผลทำให้ผิวเต่งตึง
  • หลังฉีดโบท็อกซ์ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรอยู่ในท่าศีรษะตั้งตรงหรือท่านั่งประมาณ 4 ชั่วโมง และควรยกเว้นการนวดหน้าในช่วงสัปดาห์แรก
  • โบท็อกซ์ไม่ได้ให้ผลถาวร แต่จะค่อย ๆ หมดฤทธิ์อย่างช้า ๆ ภายใน 3 – 6 เดือน

คอลลาเจน เป็นสารที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ฉีดเสริมทดแทนในส่วนที่ยุบ หรือเพิ่มในส่วนที่ต้องการให้นูนขึ้น การฉีดคอลลาเจนมีความปลอดภัยพอสมควรหากใช้กับรอยยุบเล็ก ๆ หรือนำมาเติมในส่วนที่ต้องการทำให้นูนอิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น เพิ่มความอิ่มของริมฝปาก แต่ไม่ควรใช้ฉีดให้ใบหน้าอิ่มเพราะต้องใช้ปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ควรทราบคือ…

  • การฉีดคอลลาเจนอาจไม่ได้รูปทรงตามที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสารที่ฉีดอาจกระจายไม่สม่ำเสมอ
  • การฉีดคอลลาเจนมีทั้งระดับลึกและระดับตื้น และสารจะปนแทรกกับเนื้อปกติของร่างกาย การผ่าตัดเอาออกจึงทำได้ยากมาก อาจเอาออกได้ไม่หมด หรือไม่สามารถทำได้
  • เนื่องจากคอลลาเจนเป็นสารแปลกปลอมสำหรับร่างกาย จึงอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้นแพทย์จะทำการทดสอบโดยฉีดคอลลาเจนที่บริเวณท้องแขน แล้วประเมินผลภายใน 4 สัปดาห์ว่ามีอาการแพ้ บวมแดง บวมนูนหรือไม่
  • การฉีดคอลลาเจนอาจทำให้เกิดอาการช้ำจากการฉีดได้ ซึ่งรอยฟกช้ำอาจหายได้เองภายใน 1 – 7 วัน นอกจากนี้การฉีดระดับตื้นหรือฉีดในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดตุ่มนูนเรื้อรัง หรือติดเชื้อบวมแดงได้
  • การฉีดคอลลาเจนไม่ได้ให้ผลถาวร โดยสารจะค่อย ๆ สลายตัวไปภายใน 3 – 6 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำทุก 3 – 6 เดือน

การเสริมจมูก ปัจจุบันการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแท่งเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ แท่งซิลิโคนสามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน เพราะมีพังผืดมาหุ้มโดยรอบ กั้นแยกระหว่างเนื้อเยื่อจมูกกับตัวซิลิโคน หากไม่มีปัญหาใด ๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หากไม่พอใจก็สามารถถอดเอาออกได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามการเหลาซิลิโคนแท่งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเช่นเดียวกับการผ่าตัดเสริมจมูกในทุกขั้นตอน ดังนั้นแพทย์ผู้ทำจึงต้องใส่ใจรายละเอียด และเข้าใจสภาพเนื้อเยื่อของผู้ที่มารับบริการแต่ละรายด้วย รวมทั้งมีการติดตามผลหลังทำ จึงจะมีโอกาสได้ผลที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การดูดไขมันหน้าท้อง เป็นวิธีที่หลายคนเล็งไว้เพื่อช่วยในการลดความอ้วน ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการผ่าตัดดูดไขมัน โดยหลักการแล้วผู้มารับบริการจะต้องควบคุมน้ำหนักให้ได้ตามเกณฑ์หรือเป้าหมายที่วางไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่ามีไขมันส่วนใดบ้างที่เกินจนต้องดูดออก เนื่องจากการดูดไขมันจะมีเลือดออกร่วมด้วย การดูดไขมันปริมาณมากจนเลือดออกมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรทำเฉพาะในรายที่เหมาะสม และควรทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สำหรับบริเวณที่นิยมดูดไขมัน คือ บริเวณหน้าท้อง ซึ่งหลังจากทำการดูดไขมันบริเวณดังกล่าวแล้ว ผู้มารับบริการควรใส่สเตย์รัดหน้าท้องเพื่อลดปริมาณเลือดที่จะออกในโพรงที่ดูดไขมันออกแล้ว ส่วนรอยช้ำที่เกิดตามบริเวณผิวหนังที่ดูดไขมันนั้น ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1 – 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามเซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ภายในจะขยายใหญ่ขึ้นได้อีกเหมือนเดิมหากไม่ควบคุมอาหาร

ทุกเทคนิคของการทำศัลยกรรมความงามมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่สามารถลงรายละเอียดได้หมด แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคใด สิ่งสำคัญคือ เราจำเป็นต้องทราบข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งขั้นตอน ผลของการทำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อมีทางออกให้กับตัวเองหากเกิดผลไม่พึงประสงค์


ปัญหาจุดซ่อนเร้นที่ไม่ควรมองข้าม

สาว ๆ ทั้งหลายอาจจะยังไม่รู้ว่า “จุดซ่อนเร้น” เป็นอวัยวะที่มีความละเอียดอ่อน และมีโอกาสเสี่ยงต่อการติดเชื้อได้มาก เพราะเป็นบริเวณที่มักสัมผัสความชื้นอยู่ตลอดเวลา ทั้งยังเป็นอวัยวะที่เชื่อมต่อกับระบบขับถ่าย การติดเชื้อที่จุดซ่อนเร้นมีหลายระดับแตกต่างกันไป จึงไม่น่าแปลกใจที่บางครั้งหากไม่ตรวจอย่างละเอียด หรือไม่ทันสังเกต ก็จะไม่รู้ถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้น ซึ่งอาการที่เป็นสัญญาณเตือนว่าคุณสาว ๆ อาจจะกำลังติดเชื้อ ได้แก่

  • คันบริเวณปากช่องคลอด
  • ตกขาวมีกลิ่นเหม็น มีสีน้ำตาลเข้มปนเลือด
  • รู้สึกแสบขัดเมื่อถ่ายปัสสาวะ หรือเมื่อมีเพศสัมพันธ์
  • มีไข้ ปวดท้องน้อยบริเวณที่ต่ำกว่าสะดือ อาจปวดร้าวมาถึงหลัง
  • มีแผลตื้น ๆ หรือตุ่มน้ำบริเวณอวัยวะสืบพันธุ์

อาการเหล่านี้มักมีสาเหตุมาจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์เนื่องจากการมีเพศสัมพันธ์ที่ไม่ปลอดภัยหรือไม่มีการป้องกันที่ดี เช่น ไม่สวมถุงยางอนามัย หรือเปลี่ยนคู่นอนบ่อย ๆ เป็นต้น ดังนั้นหากสังเกตเห็นความผิดปกติเหล่านี้ อย่ามัวนิ่งนอนใจ ควรไปพบสูตินรีแพทย์ทันที เพราะการไปพบคุณหมอเร็วเท่าไร นั่นหมายถึงเวลาในการรักษาและความรุนแรงของโรคที่ลดลง

อย่างไรก็ตามนอกจากโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์แล้ว บางอาการ เช่น อาการคันหรือระคายเคืองบริเวณจุดซ่อนเร้น อาจเกิดจากสาเหตุอื่นได้ด้วยเช่นกัน ที่พบบ่อย ได้แก่ การติดเชื้อรา และการแพ้สารเคมีบางอย่าง ซึ่งสาว ๆ ทั้งหลายสามารถป้องกันหรือลดปัญหาเหล่านี้ได้ด้วยการดูแลและทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นอย่างถูกต้องเหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป ว่าแล้วก็ไปติดตาม “เทคนิคการดูแลจุดซ่อนเร้น” กันเลยดีกว่า

เทคนิคการดูแลจุดซ่อนเร้น

  1. มีเพศสัมพันธ์อย่างเหมาะสมและปลอดภัย โดยการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้งเมื่อมีเพศสัมพันธ์ รวมทั้งหลีกเลี่ยงพฤติกรรมการมีคู่นอนหลายคน
  2. ดูแลสุขอนามัยบริเวณจุดซ่อนเร้นไม่ให้อับชื้น หากต้องการล้างทำความสะอาด ขอแนะนำว่า “น้ำเปล่าดีที่สุด” เพราะบริเวณช่องคลอดจะมีระบบนิเวศวิทยาของตัวเองอยู่แล้ว การที่เรานำอะไรเข้าไปล้างทำความสะอาดจะทำให้ระบบนิเวศภายในช่องคลอดเปลี่ยนไป อาจทำให้เกิดอาการคันหรือระคายเคืองได้ สำหรับผู้ที่มีปัญหาเรื่องกลิ่น ควรมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุ หากมีสาเหตุจากโรคจะได้รับการรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมต่อไป แต่ถ้าไม่พบความผิดปกติใด ๆ มีเพียงปัญหาเรื่องกลิ่น และเจ้าตัวต้องการใช้ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาดจุดซ่อนเร้นเพื่อสร้างความมั่นใจ หากพิจารณาแล้วว่าปลอดภัย ไม่มีอันตรายใด ๆ ก็สามารถใช้ได้ แต่สำหรับคนทั่วไปไม่แนะนำ
  3. เลือกสวมใส่กางเกงชั้นในผ้าฝ้าย เนื่องจากระบายอากาศได้ดี ช่วยลดปัญหาความอับชื้นและกลิ่นไม่พึงประสงค์ ไม่ควรใส่กางเกงชั้นในที่ซักไม่สะอาด มีผงซักฟอกตกค้าง ตากไม่แห้ง หรือมีเชื้อรา
  4. หลีกเลี่ยงการใช้แผ่นอนามัยรองกันเปื้อนหากไม่จำเป็น เพราะอาจทำให้เกิดการอับชื้น ก่อให้เกิดการติดเชื้อรา หรือมีอาการแพ้และผื่นขึ้นได้

การดูแลจุดซ่อนเร้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่เป็นเรื่องที่สาว ๆ ต้องใส่ใจให้มาก เพราะถ้าเกิดอาการผิดปกติขึ้นแล้ว คนที่รำคาญและทุกข์ที่สุดก็คือ ตัวของคุณสาว ๆ นั่นเอง


เคล็ดไม่ลับการดูแลเรื่องสิว ๆ

สิว อาจจะไม่ใช่เรื่องสิว ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่นหนุ่ม ๆ สาว ๆ เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่ก็ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปไม่น้อย ปัจจัยการเกิดสิวมีด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่มากเกินไป กรรมพันธุ์ การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่มีส่วนผสมทำให้รูขุมขนอุดตัน สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และอาหาร ซึ่งถึงแม้ว่าอาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่ผลการวิจัยพบว่าอาหารบางชนิดทำให้อาการของสิวแย่ลง เช่น อาหารไขมันสูง เป็นต้น

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง เช่น เรื่องของอาหารและการเลือกใช้เครื่องสำอาง เป็นต้น แต่ในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันได้ เกิดเป็นสิวขึ้นมาแล้ว อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะเรายังสามารถรับมือได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • การดูแลทำความสะอาดใบหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำไม่ว่าจะเป็นสิวหรือไม่ก็ตาม โดยควรทำความสะอาดใบหน้า ช่วงเวลาเช้า เพื่อล้างคราบยาทาสิวที่ทาทิ้งไว้ก่อนนอนออกไป และ ช่วงเวลาเย็น เพื่อล้างเครื่องสำอาง ครีมกันแดด และคราบเหงื่อไคล เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยเกินไป สำหรับผู้ที่เป็นสิวมากและมีผิวหน้าบอบบางระคายเคืองง่าย อาจเลือกใช้เคล็นเซอร์อย่างอ่อนที่ปราศจากแอลกอฮอล์และเม็ดบีดส์ในการล้างทำความสะอาดใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น ครีมกันแดด และเครื่องสำอางที่มากเกินไปในผู้ที่เป็นสิวมาก ๆ เพราะผลิตภัณฑ์หลายตัวอาจทำให้สิวแย่ลงได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และเลือกครีมให้ความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของ Silicones เพราะมักไม่ทำให้สิวกำเริบ ทั้งยังช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดการระคายเคือง
  • การใช้ยารักษาสิว ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ยาทา และ ยารับประทาน

ยาทารักษาสิว ที่ใช้กันอยู่ ได้แก่

  • กรดวิตามินเอ ใช้ในการรักษาสิวอุดตัน โดยทาวันละครั้งก่อนนอน ในช่วงแรกของการใช้ยาอาจเกิดผื่นแดงหรือสิวเห่อขึ้นมาได้ ไม่ต้องตกใจ ให้ทายาต่อเนื่องต่อไป เพราะกว่าตัวยาจะออกฤทธิ์อาจใช้เวลาประมาณ 3 – 6 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดไม่ให้มาซ้ำเติมผิว สำหรับผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ยาชนิดนี้ ได้แก่ อาจทำให้ผิวแห้ง แสบ ระคายเคือง ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบ จึงเหมาะสำหรับรักษาสิวอักเสบ ใช้โดยทายาบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาทีแล้วล้างออก ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้หน้าแดง ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกคันยิบ ๆ ที่ใบหน้า หากใช้แล้วไม่ได้ผล ควรรับประทานยาปฏิชีวนะควบคู่ไปด้วย

ยารับประทานรักษาสิว ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ มีฤทธิ์กำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ และยังมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการเกิดหัวสิวได้อีกด้วย แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรรับประทานตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง
  • ยาไอโซเตรทติโนอิน เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอ เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น เหมาะสำหรับการรักษาสิวที่มีอาการรุนแรง หรือไม่สามารถควบคุมอาการได้จากการรักษาวิธีอื่น ๆ ระหว่างใช้ยาตัวนี้ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาสิวชนิดอื่น โดยเฉพาะยาทา เนื่องจากการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินจะทำให้ผิวแห้ง หลุดลอก และบางลง จนไม่สามารถทนต่อยารักษาสิวอื่น ๆ ได้ ผลข้างเคียงที่พบ คือ ปากแห้ง ผิวแห้งแตก ผมร่วง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีตัวยาเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนชนิดพิเศษ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เป็นสิวเนื่องจากมีระดับฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป ผู้ที่ต้องการใช้ยาชนิดนี้ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกร

นอกจากการดูแลรักษาตามวิธีการที่ได้แนะนำกันไปแล้ว ควรปล่อยใจให้สบาย ไม่เครียดไปกับสิว ปรับสมดุลชีวิต นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญ…ต้องหมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง อย่าปล่อยให้สิวมาทำลายความมั่นใจในตัวคุณได้ เพียงเท่านี้ สิวก็จะกลายเป็นเรื่องสิว ๆ สำหรับคุณไปเลย


กลิ่นปาก

คุณเป็นอีกคนหนึ่งที่กำลังเผชิญกับปัญหา “กลิ่นปาก” อยู่ใช่ไหม?
สำหรับใครที่ตอบว่า “ไม่” คุณจะมั่นใจได้อย่างไรว่าไม่มีปัญหาเรื่องนี้จริง ๆ เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่ไม่รู้ตัวว่ามีกลิ่นปาก เนื่องจากกลิ่นปากจะค่อย ๆ เกิดขึ้นอย่างช้า ๆ และสะสมไปเรื่อย ๆ ทำให้เราชินกับกลิ่นปากของตัวเอง อ่านถึงตรงนี้…บางคนอาจจะเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่า แท้จริงแล้วเรามีกลิ่นปากหรือเปล่า?
วิธีตรวจสอบกลิ่นปากอย่างง่าย ๆ ด้วยตัวเอง

  • ใช้มือบังบริเวณปากและจมูก หายใจออกทางปาก แล้วดม เป็นวิธีง่าย ๆ ที่คนส่วนใหญ่มักใช้ในการทดสอบกลิ่นปาก แต่ก็อาจจะไม่ได้ผลในบางคน แนะนำให้ลองใช้วิธีอื่น
  • ล้างมือด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้นใช้นิ้วมือถูบริเวณเหงือก แล้วดมดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่
  • ล้างมือด้วยน้ำเปล่าให้สะอาด จากนั้นใช้ลิ้นเลียแถว ๆ ข้อมือ แล้วดมดูว่ามีกลิ่นเหม็นหรือไม่
  • สอบถามจากคนใกล้ชิดที่สนิทกันมากพอที่จะพูดจากันแบบตรง ๆ ได้ ว่าตัวเองมีกลิ่นปากหรือไม่

หลังจากตรวจสอบแล้ว หากพบว่าตัวเองมีปัญหาเรื่องกลิ่นปากจริง ๆ สิ่งต่อไปที่ควรทำก็คือ “การหาสาเหตุ” เพื่อที่จะได้แก้ไขได้อย่างตรงจุด ซึ่งสาเหตุของกลิ่นปากนั้นแบ่งได้เป็น 2 กลุ่มหลัก ๆ คือ สาเหตุภายในช่องปาก และ สาเหตุภายนอกช่องปาก

สาเหตุภายในช่องปาก ส่วนใหญ่เกิดจาก การรักษาสุขภาพช่องปากไม่ดี มีฟันผุ เหงือกอักเสบ การแปรงฟันไม่สะอาด ไม่ได้ใช้ไหมขัดฟันหลังจากรับประทานอาหาร ทำให้มีเศษอาหารตกค้างในช่องปากและซอกฟัน นอกจากนี้กลิ่นปากยังเกิดจากคราบแบคทีเรียที่เกาะตามฟัน เหงือก ลิ้น ซอกฟันเก เมื่อเชื้อแบคทีเรียเจริญเติบโตมากขึ้น จึงก่อให้เกิดกลิ่นเหม็นได้ สำหรับผู้ที่ใส่ฟันปลอมหรืออุปกรณ์ต่าง ๆ ทางทันตกรรม เช่น เครื่องมือจัดฟัน หากรักษาความสะอาดไม่ดีจะทำให้มีกลิ่นได้เช่นกัน จึงควรทำความสะอาดเครื่องมือทุกครั้งหลังจากถอดแล้ว

สาเหตุภายนอกช่องปาก เช่น การสูบบุหรี่ การดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ การรับประทานอาหารที่มีกลิ่นฉุน และปัญหาสุขภาพทั่วไป ยกตัวอย่างเช่น ทอนซิลอักเสบ ปอดอักเสบ แผลในช่องปาก ไซนัสอักเสบ ไข้หวัด รวมทั้งการรับประทานยาบางชนิด ทั้งหมดนี้ล้วนทำให้เกิดกลิ่นปากได้ทั้งสิ้น

สำหรับการแก้ไขและป้องกันปัญหากลิ่นปากให้ได้ผลนั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสาเหตุที่กล่าวมา อย่างไรก็ตามวิธีป้องกันที่ง่ายที่สุดคือ การแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันทำความสะอาดอย่างสม่ำเสมอ ร่วมกับการไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก 6 เดือน


กลิ่นตัว ปัญหาสามัญประจำบ้าน

กลิ่นตัวเป็นปัญหาที่พบได้ในคนทุกเพศทุกวัย เรียกได้ว่าเป็นปัญหาสามัญประจำบ้านกันเลยทีเดียว โดยเฉพาะบ้านที่มีลูก ๆ อยู่ในช่วงวัยรุ่น คุณพ่อคุณแม่อาจจะต้องคอยเป็นที่ปรึกษาให้คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหานี้มากป็นพิเศษ เนื่องจากวัยรุ่นเป็นวัยที่ฮอร์โมนเพศจะกระตุ้นให้มีการสร้างต่อมเหงื่อที่บริเวณรักแร้และอวัยวะเพศมากขึ้น ซึ่งต่อมเหงื่อที่ถูกกระตุ้นจะผลิตเหงื่อที่มีส่วนประกอบของโปรตีนมากกว่าบริเวณอื่น จึงเกิดการสะสมของแบคทีเรียที่ผิวหนัง และเกิดปฏิกิริยาเคมี ส่งผลให้มีกลิ่นตัวมากขึ้นได้ ยิ่งถ้าใครดูแลเรื่องสุขอนามัยไม่ดีพอ เชื้อแบคทีเรียบนผิวหนังก็จะยิ่งเจริญเติบโตได้ดี และมีจำนวนมาก ทำให้กลิ่นตัวรุนแรงขึ้น อย่างไรก็ตามนอกจากสาเหตุนี้แล้ว ยังมีปัจจัยแวดล้อมอื่น ๆ อีกหลายอย่างที่ทำให้คนเรามีกลิ่นตัว มาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้าง บางปัจจัยรู้ไว้ก็อาจหลีกเลี่ยงได้ เพื่อที่ตัวเราจะได้ปราศจากกลิ่นที่ไม่พึงประสงค์

  • สภาพอากาศ ในฤดูร้อนหรือภาวะที่มีอากาศร้อนชื้น เชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังจะเพิ่มจำนวนได้อย่างรวดเร็ว จึงทำให้เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายและรุนแรงขึ้น
  • เสื้อผ้า เสื้อผ้าที่หนาหรือเนื้อผ้าบางชนิด เช่น ผ้าใยสังเคราะห์ จะทำให้เหงื่อระบายได้ช้า ผิวหนังจึงมีความอับชื้น ทำให้ปริมาณแบคทีเรียบนผิวหนังเพิ่มขึ้น เกิดกลิ่นตัวได้ง่ายขึ้น
  • อารมณ์ อารมณ์เครียด โกรธ ตกใจ จะกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งเหงื่อออกมามากขึ้น โดยเฉพาะบริเวณใต้รักแร้ หน้าผาก และฝ่ามือ ผิวหนังบริเวณดังกล่าวจึงมีความชื้นมากขึ้น แบคทีเรียที่ผิวหนังจึงมีจำนวนมากขึ้น
  • อาหารบางชนิด การรับประทานอาหารที่ปรุงด้วยเครื่องเทศที่มีกลิ่นแรง เช่น กระเทียม หอม ผงกะหรี่ กลิ่นของเครื่องเทศเหล่านี้จะถูกขับออกมาทางเหงื่อ ทำให้เกิดกลิ่นตัว
  • โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น โรคเบาหวาน โรคเกาต์ และภาวะผิดปกติทางระบบเผาผลาญอาหารบางชนิด ร่างกายจะสร้างสารเคมีบางอย่างที่มีกลิ่นและขับออกมาทางเหงื่อ

วิธีกำจัดกลิ่นตัว
เบื้องต้นแนะนำให้ อาบน้ำทำความสะอาดร่างกายอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง เลือกใส่เสื้อผ้าที่โปร่งสบายลดความอับชื้น ซักสะอาด และแห้งสนิทจริง ๆ หลีกเลี่ยงอาหารที่มีกลิ่นรุนแรง รวมทั้งใช้ผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นตัวหรือระงับเหงื่อ ซึ่งที่มีจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดส่วนใหญ่จะมีส่วนผสมของน้ำหอม สารฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และสารยับยั้งการหลั่งเหงื่อประกอบกัน การใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ในบางคนอาจก่อให้เกิดการระคายเคืองหรือผื่นแพ้สัมผัสได้ ในกรณีที่เกิดอาการระคายเคือง เป็นผื่นแดง แสบ หรือคัน ควรหยุดใช้ และไปปรึกษาแพทย์ หรือบางคนอาจเลือกใช้สารส้มซึ่งมีกลไกในการกำจัดแบคทีเรียบริเวณที่ทา จึงช่วยลดกลิ่นตัวได้ แต่วิธีการนี้อาจใช้ไม่ได้ผลในบางคน ซึ่งอาจเป็นเพราะร่างกายสร้างกลิ่นตัวออกมามาก จึงรักษาให้หายขาดได้ยาก อย่างไรก็ตามควรใช้อย่างต่อเนื่องเพื่อการควบคุมกลิ่นที่ดี
โดยทั่วไปแล้วการมีกลิ่นตัวจัดว่าเป็นเรื่องปกติ แต่หากมีอาการเหงื่อออกตอนกลางคืน เหงื่อออกมากผิดปกติ รักษาความสะอาดอย่างดีแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาเรื่องกลิ่นตัวอยู่ การไปพบแพทย์เพื่อขอคำแนะนำก็ไม่ใช่เรื่องที่น่าอายแต่อย่างใด