สิว อาจจะไม่ใช่เรื่องสิว ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับวัยรุ่นหนุ่ม ๆ สาว ๆ เพราะแม้จะไม่ใช่โรคที่ร้ายแรง แต่ก็ทำให้หลายคนสูญเสียความมั่นใจในตัวเองไปไม่น้อย ปัจจัยการเกิดสิวมีด้วยกันหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น การมีระดับฮอร์โมนเพศชายที่มากเกินไป กรรมพันธุ์ การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่มีส่วนผสมทำให้รูขุมขนอุดตัน สภาพแวดล้อม สภาพอากาศ และอาหาร ซึ่งถึงแม้ว่าอาหารจะไม่ใช่สาเหตุหลักของการเกิดสิว แต่ผลการวิจัยพบว่าอาหารบางชนิดทำให้อาการของสิวแย่ลง เช่น อาหารไขมันสูง เป็นต้น

จากข้อมูลข้างต้นจะเห็นได้ว่า มีปัจจัยหลายอย่างที่เราสามารถป้องกันได้ด้วยตัวเอง เช่น เรื่องของอาหารและการเลือกใช้เครื่องสำอาง เป็นต้น แต่ในกรณีที่ไม่สามารถป้องกันได้ เกิดเป็นสิวขึ้นมาแล้ว อย่าเพิ่งกังวลใจไป เพราะเรายังสามารถรับมือได้ด้วยวิธีการต่าง ๆ ต่อไปนี้

  • การดูแลทำความสะอาดใบหน้า ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรทำไม่ว่าจะเป็นสิวหรือไม่ก็ตาม โดยควรทำความสะอาดใบหน้า ช่วงเวลาเช้า เพื่อล้างคราบยาทาสิวที่ทาทิ้งไว้ก่อนนอนออกไป และ ช่วงเวลาเย็น เพื่อล้างเครื่องสำอาง ครีมกันแดด และคราบเหงื่อไคล เท่านี้ก็เพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นต้องล้างบ่อยเกินไป สำหรับผู้ที่เป็นสิวมากและมีผิวหน้าบอบบางระคายเคืองง่าย อาจเลือกใช้เคล็นเซอร์อย่างอ่อนที่ปราศจากแอลกอฮอล์และเม็ดบีดส์ในการล้างทำความสะอาดใบหน้า
  • หลีกเลี่ยงการใช้ครีมให้ความชุ่มชื้น ครีมกันแดด และเครื่องสำอางที่มากเกินไปในผู้ที่เป็นสิวมาก ๆ เพราะผลิตภัณฑ์หลายตัวอาจทำให้สิวแย่ลงได้ ควรเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่ปราศจากน้ำมัน และเลือกครีมให้ความชุ่มชื้นที่มีส่วนผสมของ Silicones เพราะมักไม่ทำให้สิวกำเริบ ทั้งยังช่วยปกป้องผิวไม่ให้เกิดการระคายเคือง
  • การใช้ยารักษาสิว ซึ่งมีอยู่ 2 ประเภท ได้แก่ ยาทา และ ยารับประทาน

ยาทารักษาสิว ที่ใช้กันอยู่ ได้แก่

  • กรดวิตามินเอ ใช้ในการรักษาสิวอุดตัน โดยทาวันละครั้งก่อนนอน ในช่วงแรกของการใช้ยาอาจเกิดผื่นแดงหรือสิวเห่อขึ้นมาได้ ไม่ต้องตกใจ ให้ทายาต่อเนื่องต่อไป เพราะกว่าตัวยาจะออกฤทธิ์อาจใช้เวลาประมาณ 3 – 6 สัปดาห์ ในระหว่างนี้ควรหลีกเลี่ยงแสงแดดไม่ให้มาซ้ำเติมผิว สำหรับผลข้างเคียงที่พบจากการใช้ยาชนิดนี้ ได้แก่ อาจทำให้ผิวแห้ง แสบ ระคายเคือง ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • เบนซอยล์เพอร์ออกไซด์ มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรียที่เป็นต้นเหตุของการอักเสบ จึงเหมาะสำหรับรักษาสิวอักเสบ ใช้โดยทายาบริเวณที่เป็นสิวทิ้งไว้ประมาณ 10 -15 นาทีแล้วล้างออก ผลข้างเคียงคือ อาจทำให้หน้าแดง ลอกเป็นขุย หรือรู้สึกคันยิบ ๆ ที่ใบหน้า หากใช้แล้วไม่ได้ผล ควรรับประทานยาปฏิชีวนะควบคู่ไปด้วย

ยารับประทานรักษาสิว ได้แก่

  • ยาปฏิชีวนะ มีฤทธิ์กำจัดเชื้อที่เป็นสาเหตุของสิวอักเสบ และยังมีฤทธิ์ช่วยป้องกันการเกิดหัวสิวได้อีกด้วย แต่ไม่ควรใช้ติดต่อกันเป็นระยะเวลานาน และควรรับประทานตามระยะเวลาที่แพทย์สั่ง
  • ยาไอโซเตรทติโนอิน เป็นอนุพันธุ์ของกรดวิตามินเอ เป็นยาควบคุมพิเศษที่ต้องสั่งจ่ายโดยแพทย์เท่านั้น เหมาะสำหรับการรักษาสิวที่มีอาการรุนแรง หรือไม่สามารถควบคุมอาการได้จากการรักษาวิธีอื่น ๆ ระหว่างใช้ยาตัวนี้ต้องหลีกเลี่ยงการใช้ยารักษาสิวชนิดอื่น โดยเฉพาะยาทา เนื่องจากการรับประทานยาไอโซเตรทติโนอินจะทำให้ผิวแห้ง หลุดลอก และบางลง จนไม่สามารถทนต่อยารักษาสิวอื่น ๆ ได้ ผลข้างเคียงที่พบ คือ ปากแห้ง ผิวแห้งแตก ผมร่วง ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ ข้อควรระวังที่สำคัญคือ ห้ามใช้ในหญิงตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
  • ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีตัวยาเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนรวมกับฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนชนิดพิเศษ เหมาะสำหรับผู้หญิงที่เป็นสิวเนื่องจากมีระดับฮอร์โมนเพศชายมากเกินไป ผู้ที่ต้องการใช้ยาชนิดนี้ควรขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือเภสัชกร

นอกจากการดูแลรักษาตามวิธีการที่ได้แนะนำกันไปแล้ว ควรปล่อยใจให้สบาย ไม่เครียดไปกับสิว ปรับสมดุลชีวิต นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ ที่สำคัญ…ต้องหมั่นสร้างความเชื่อมั่นให้กับตัวเอง อย่าปล่อยให้สิวมาทำลายความมั่นใจในตัวคุณได้ เพียงเท่านี้ สิวก็จะกลายเป็นเรื่องสิว ๆ สำหรับคุณไปเลย