นอกจากเรื่องสิวแล้ว อีกหนึ่งปัญหาบนใบหน้าที่ทำให้บรรดาสาว ๆ เป็นกังวลไม่ใช่น้อย เห็นทีจะหนีไม่พ้นเรื่องของ “ฝ้า” เจ้ารอยปื้นสีอมน้ำตาลที่ทำให้ผิวหน้าบางบริเวณแลดูคล้ำกว่าส่วนอื่น หากถามว่าเราสามารถป้องกันไม่ให้เกิดฝ้าได้หรือเปล่า คำตอบคือ มีทั้งปัจจัยที่ป้องกันได้และปัจจัยที่ป้องกันไม่ได้ โดยปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดฝ้า ได้แก่ การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน (เช่น การตั้งครรภ์ การหมดประจำเดือน) และ แสงแดด ส่วนปัจจัยอื่น ๆ ที่อาจทำให้เกิดฝ้า เช่น การมีอารมณ์เครียดอย่างรุนแรง การใช้เครื่องสำอางบางชนิดที่อาจมีฮอร์โมนผสมอยู่ การเป็นโรคต่อมไทรอยด์ และการขาดสารอาหาร เป็นต้น

จะเห็นได้ว่าหนึ่งในปัจจัยหลักของการเกิดฝ้าคือ “แสงแดด” ซึ่งเป็นปัจจัยที่เราสามารถป้องกันได้ ด้วยการใช้ครีมกันแดดอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องอยู่กลางแจ้งเป็นเวลานาน ๆ และควรทาครีมกันแดดซ้ำหากเหงื่อออกมาก รวมทั้งเลือกใช้ครีมกันแดดชนิดกันน้ำได้ (Water-resistant หรือ Waterproof) ในกรณีที่ต้องการเล่นน้ำ

สารพัดเทคนิครักษาฝ้า
เราสามารถรักษาฝ้าให้จางลงได้ แต่ไม่หายขาด ยกเว้นบางกรณี เช่น หญิงตั้งครรภ์ที่คลอดบุตรแล้ว ฝ้าอาจจางหายได้เองหลังจากคลอดบุตรแล้ว แต่ก็ไม่เสมอไป สำหรับวิธีหลักในการรักษาฝ้า ได้แก่ การใช้ยาทารักษาฝ้า เป็นยาในกลุ่มไฮโดรควิโนน กรดวิตามินเอ และสเตียรอยด์ ซึ่งควรได้รับคำแนะนำหรืออยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผิวหนัง ร่วมกับการใช้ครีมกันแดดในช่วงเวลากลางวันเพื่อป้องกันไม่ให้ฝ้าใหม่เกิดขึ้น นอกจากการใช้ยาทารักษาฝ้าแล้ว ปัจจุบันยังมีเทคนิคใหม่ ๆ อีกหลายวิธีในการรักษาฝ้า ยกตัวอย่างเช่น

  • การลอกหน้าด้วยสารเคมี เช่น กรดไกลคอลิก ช่วยลอกผิวหนังส่วนบน ทำให้ฝ้าจางลงได้ สารประเภทนี้เป็นยาน้ำสำหรับทาผิว เพื่อทำให้ผิวเกิดการไหม้อ่อน ๆ คล้ายผิวไหม้แดด โดยยาลอกผิวแต่ละชนิดจะมีความแรงต่าง ๆ กัน ซึ่งกรดไกลคอลิกเป็นยาลอกผิวที่มีฤทธิ์อ่อนที่สุด จึงเสี่ยงต่อการเกิดแผลเป็นหรือผิวด่างน้อยกว่า อย่างไรก็ตามควรระวังการใช้ในผู้ที่มีผิวสีเข้ม ผู้ที่เพิ่งผ่าตัดใบหน้า และผู้ที่เกิดแผลเป็นคีลอยด์ได้ง่าย
  • การใช้เทคนิคฉายแสง โดยทั่วไปยังไม่นิยมใช้ในการรักษาฝ้า เนื่องจากราคาแพง และผลการรักษายังไม่แน่นอน และกลับเป็นซ้ำได้เมื่อหยุดการรักษา
  • การใช้กรอผิวด้วยผงขัด เพื่อเร่งขจัดเซลล์ชั้นหนังกำพร้าให้หลุดลอกเร็วขึ้น เหมาะสำหรับรักษาฝ้าที่อยู่ในชั้นตื้น ๆ ข้อควรระวังคือ ห้ามทำในผู้ที่เป็นเริม มะเร็งผิวหนัง และผิวหนังอักเสบ
  • การใช้เลเซอร์ เป็นการยิงเลเซอร์ไปยังบริเวณรอยคล้ำ เพื่อปรับสภาพผิวให้ดีขึ้น ช่วยลดรอยคล้ำของผิวหนังได้

เทคนิคเหล่านี้เป็นเพียงเทคนิคเสริมในการรักษาฝ้าเท่านั้น ปัจจุบันยังไม่มีเทคนิคใดที่สามารถรักษาฝ้าให้หายขาดโดยไม่กลับเป็นซ้ำได้ เพราะปัจจัยหลักที่กระตุ้นให้เกิดฝ้าคือ แสงแดดและฮอร์โมน ซึ่งหลีกเลี่ยงได้ยาก อย่างไรก็ตามการใช้ยาทารักษาฝ้าร่วมกับการใช้ครีมกันแดดเป็นประจำก็นับว่าเป็นวิธีการหลักในการรักษาฝ้าที่ได้ผลดีพอสมควรแล้ว