การทำศัลยกรรมความงามเป็นการเสริมบุคลิก และอาจมองได้ว่าเป็นการลงทุน เพราะมีงานวิจัยในต่างประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าการมีลักษณะทางกายภาพที่ดีมีผลต่อหน้าที่การงานและรายได้ที่เพิ่มขึ้น จึงไม่น่าแปลกใจที่ความต้องการเสริมความงามเป็นที่นิยมมากขึ้นในปัจจุบัน อย่างไรก็ตามมีข้อมูลด้านศัลยกรรมและเสริมความงามจำนวนไม่น้อยที่โฆษณาชวนเชื่อเกินจริง ทำให้หลายคนหลงเชื่อข้อมูลที่ผิด ๆ และเกิดผลเสียตามมา จึงเป็นเหตุผลที่ว่า ทำไมเราจึงต้องศึกษารายละเอียดต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน คือ รู้ให้หมด รู้ให้รอบ หรือรู้ให้มากที่สุดก่อนตัดสินใจทำศัลยกรรมความงาม

ศัลยกรรมตกแต่งความงามยอดนิยม
สาร Botulinum toxin หรือที่คุ้นเคยกันดีในชื่อ “โบท็อกซ์” สารชนิดนี้เป็นสารพิษที่มีผลต่อเส้นประสาท ทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาต โดยทั่วไปจะนำมาใช้ในการรักษารอยย่นบนใบหน้าส่วนบน ได้แก่ รอยขมวดคิ้ว รอยย่นที่หน้าผาก และรอยตีนกา สิ่งที่ควรทราบคือ…

  • โบท็อกซ์ทำได้เพียงให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตเท่านั้น ไม่สามารถแก้ไขรอยย่นที่เกิดจากผิวหนังหย่อนยานได้ เหมาะกับผู้ที่ชอบขมวดคิ้วจนเห็นเป็นรอยย่นระหว่างคิ้ว หลังจากฉีดโบท็อกซ์จะไม่สามารถขมวดคิ้วได้ จึงไม่เกิดรอยย่นระหว่างคิ้ว ยกเว้นในรายที่เป็นมานานจนรอยย่นติดบนผิวแล้ว แม้จะฉีดโบท็อกซ์ก็จะยังเห็นรอยย่นเหมือนเดิม
  • โบท็อกซ์ไม่สามารถช่วยให้ผิวกลับเต่งตึงขึ้นมาใหม่ได้ เพราะการทำให้กล้ามเนื้อเป็นอัมพาตไม่ได้มีผลทำให้ผิวเต่งตึง
  • หลังฉีดโบท็อกซ์ สามารถทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ แต่ควรอยู่ในท่าศีรษะตั้งตรงหรือท่านั่งประมาณ 4 ชั่วโมง และควรยกเว้นการนวดหน้าในช่วงสัปดาห์แรก
  • โบท็อกซ์ไม่ได้ให้ผลถาวร แต่จะค่อย ๆ หมดฤทธิ์อย่างช้า ๆ ภายใน 3 – 6 เดือน

คอลลาเจน เป็นสารที่ถูกผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ฉีดเสริมทดแทนในส่วนที่ยุบ หรือเพิ่มในส่วนที่ต้องการให้นูนขึ้น การฉีดคอลลาเจนมีความปลอดภัยพอสมควรหากใช้กับรอยยุบเล็ก ๆ หรือนำมาเติมในส่วนที่ต้องการทำให้นูนอิ่มขึ้นเล็กน้อย เช่น เพิ่มความอิ่มของริมฝปาก แต่ไม่ควรใช้ฉีดให้ใบหน้าอิ่มเพราะต้องใช้ปริมาณมาก นอกจากนี้ยังมีสิ่งที่ควรทราบคือ…

  • การฉีดคอลลาเจนอาจไม่ได้รูปทรงตามที่ต้องการร้อยเปอร์เซ็นต์ เพราะสารที่ฉีดอาจกระจายไม่สม่ำเสมอ
  • การฉีดคอลลาเจนมีทั้งระดับลึกและระดับตื้น และสารจะปนแทรกกับเนื้อปกติของร่างกาย การผ่าตัดเอาออกจึงทำได้ยากมาก อาจเอาออกได้ไม่หมด หรือไม่สามารถทำได้
  • เนื่องจากคอลลาเจนเป็นสารแปลกปลอมสำหรับร่างกาย จึงอาจทำให้เกิดอาการแพ้ได้ ดังนั้นแพทย์จะทำการทดสอบโดยฉีดคอลลาเจนที่บริเวณท้องแขน แล้วประเมินผลภายใน 4 สัปดาห์ว่ามีอาการแพ้ บวมแดง บวมนูนหรือไม่
  • การฉีดคอลลาเจนอาจทำให้เกิดอาการช้ำจากการฉีดได้ ซึ่งรอยฟกช้ำอาจหายได้เองภายใน 1 – 7 วัน นอกจากนี้การฉีดระดับตื้นหรือฉีดในปริมาณที่มากเกินไปอาจทำให้เกิดตุ่มนูนเรื้อรัง หรือติดเชื้อบวมแดงได้
  • การฉีดคอลลาเจนไม่ได้ให้ผลถาวร โดยสารจะค่อย ๆ สลายตัวไปภายใน 3 – 6 เดือน จึงต้องฉีดซ้ำทุก 3 – 6 เดือน

การเสริมจมูก ปัจจุบันการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแท่งเป็นเทคนิคมาตรฐานที่ได้รับการยอมรับในวงการแพทย์ แท่งซิลิโคนสามารถอยู่ในร่างกายได้เป็นเวลานาน เพราะมีพังผืดมาหุ้มโดยรอบ กั้นแยกระหว่างเนื้อเยื่อจมูกกับตัวซิลิโคน หากไม่มีปัญหาใด ๆ ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยน หากไม่พอใจก็สามารถถอดเอาออกได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตามการเหลาซิลิโคนแท่งต้องอาศัยประสบการณ์และความชำนาญเช่นเดียวกับการผ่าตัดเสริมจมูกในทุกขั้นตอน ดังนั้นแพทย์ผู้ทำจึงต้องใส่ใจรายละเอียด และเข้าใจสภาพเนื้อเยื่อของผู้ที่มารับบริการแต่ละรายด้วย รวมทั้งมีการติดตามผลหลังทำ จึงจะมีโอกาสได้ผลที่ดีทั้งในระยะสั้นและระยะยาว

การดูดไขมันหน้าท้อง เป็นวิธีที่หลายคนเล็งไว้เพื่อช่วยในการลดความอ้วน ซึ่งอาจเป็นความเข้าใจที่ผิด เพราะก่อนที่จะมาถึงขั้นตอนการผ่าตัดดูดไขมัน โดยหลักการแล้วผู้มารับบริการจะต้องควบคุมน้ำหนักให้ได้ตามเกณฑ์หรือเป้าหมายที่วางไว้ก่อน จากนั้นจึงค่อยพิจารณาว่ามีไขมันส่วนใดบ้างที่เกินจนต้องดูดออก เนื่องจากการดูดไขมันจะมีเลือดออกร่วมด้วย การดูดไขมันปริมาณมากจนเลือดออกมาก อาจก่อให้เกิดอันตรายได้ จึงควรทำเฉพาะในรายที่เหมาะสม และควรทำในสถานพยาบาลที่ได้มาตรฐาน สำหรับบริเวณที่นิยมดูดไขมัน คือ บริเวณหน้าท้อง ซึ่งหลังจากทำการดูดไขมันบริเวณดังกล่าวแล้ว ผู้มารับบริการควรใส่สเตย์รัดหน้าท้องเพื่อลดปริมาณเลือดที่จะออกในโพรงที่ดูดไขมันออกแล้ว ส่วนรอยช้ำที่เกิดตามบริเวณผิวหนังที่ดูดไขมันนั้น ส่วนใหญ่สามารถหายได้เองภายใน 1 – 3 สัปดาห์ อย่างไรก็ตามเซลล์ไขมันที่เหลืออยู่ภายในจะขยายใหญ่ขึ้นได้อีกเหมือนเดิมหากไม่ควบคุมอาหาร

ทุกเทคนิคของการทำศัลยกรรมความงามมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่สามารถลงรายละเอียดได้หมด แต่ไม่ว่าจะเลือกใช้เทคนิคใด สิ่งสำคัญคือ เราจำเป็นต้องทราบข้อมูลให้ครบถ้วน ทั้งขั้นตอน ผลของการทำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้ เพื่อมีทางออกให้กับตัวเองหากเกิดผลไม่พึงประสงค์