ใครยังไม่พร้อมมีเบบี๋ตัวน้อยบ้าง ยกมือขึ้น! รู้ไหมว่าการป้องกันการตั้งครรภ์ไม่ได้เป็นเรื่องยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่หลายๆคนคิด ในปัจจุบันมีวิธีคุมกำเนิดที่ง่าย และปลอดภัยหลายรูปแบบมาก แต่ก่อนที่เราจะมารู้จักกับวิธีการคุมกำเนิดแบบต่างๆ เรามาทำความเข้าใจกับกระบวนการการตั้งครรภ์กันก่อนดีกว่าค่ะ
โดยปกติแล้วผู้หญิงเราจะมีรอบเดือนทุกๆ 28 วัน โดยในครึ่งแรกของรอบเดือน จะมีไข่ถูกผลิตขึ้นพร้อมๆกันในรังไข่กว่า 20 ฟอง แต่จะมีเพียง 1 ฟองเท่านั้นที่มีการตกไข่ ประมาณวันที่ 13-14 ของรอบ (นับจากวันแรกของประจำเดือน) หากไข่ไม่ได้รับการผสมกับอสุจิ ก็จะสลายตัวไป ทำให้เกิดการลอกตัวของผนังมดลูกออกมาเป็นเลือดประจำเดือนนั่นเอง แต่ถ้ามีการผสมกันระหว่างไข่กับอสุจิ (การปฏิสนธิ) ไข่ที่ผสมแล้ว ก็จะเคลื่อนตัวมาฝังอยู่บริเวณเยื่อบุโพรงมดลูก และเจริญต่อไปเป็นทารก

การคุมกำเนิดมีกี่แบบ?
การคุมกำเนิด แบ่งออกเป็น 2 แบบใหญ่ๆ คือ

  1. การคุมกำเนิดแบบถาวร : การทำหมัน หญิง/ชาย – เหมาะกับผู้ที่ไม่ต้องการมีลูกอีก หรือมีลูกพอแล้ว
  2. การคุมกำเนิดแบบชั่วคราว : การใช้ถุงยางอนามัย, การกินยาเม็ดคุมกำเนิด, การฉีดยาคุมกำเนิด, การใส่ห่วงอนามัย หรืออื่นๆ – เหมาะกับผู้ที่ยังไม่พร้อมมีลูก หรือต้องการเว้นการมีลูกในช่วงหนึ่ง

คุมกำเนิดแบบไหน ชัวร์ที่สุด?

วิธีการคุมกำเนิดแบบชั่วคราวสำหรับผู้หญิงที่นอกเหนือจากการใช้ห่วงอนามัย หรือถุงยางอนามัย มีอยู่หลักๆ 2 วิธี คือ

1. การคุมกำเนิดแบบธรรมชาติ
คือการนับหา ‘ระยะปลอดภัย’ ซึ่งวิธีนี้เป็นวิธีที่เหมาะกับสาวๆที่มีรอบเดือนสม่ำเสมอ เพราะเป็นวิธีที่มีความคลาดเคลื่อนได้ จึงถือว่าวิธีนี้อาจะไม่ใช่วิธีที่ชัวร์ที่สุดในการคุมกำเนิด การคำณวนระยะปลอดภัยอาศัยหลัก 3 ข้อ คือ
1. ไข่จะสุกประมาณวันที่ 14 ก่อนจะมีประจำเดือนครั้งต่อไป (อาจจะมากกว่าหรือน้อยกว่า 2 วัน)
2. ไข่สุกแล้วจะมีชีวิตอยู่เพียง 12 ชั่วโมง
3. เชื้ออสุจิจะมีชีวิตอยู่ในช่องคลอดผู้หญิงได้ 2 วัน
นั่นเท่ากับว่าใน 1 เดือน จะมีโอกาสตั้งครรภ์ได้เพียง 3 วันเท่านั้น แต่อย่างที่กล่าวไปตอนต้นว่า วิธีนี้ยังมีความคลาดเคลื่อนสูง จึงเป็นวิธีที่ไม่ค่อยแนะนำเท่าไหร่ค่ะ

2. การคุมกำเนิดโดยใช้ยา
เป็นการคุมกำเนิดโดยการฉีดยาคุมกำเนิด หรือการกินยาเม็ดคุมกำเนิด ซึ่งการคุมกำเนิดแบบใช้ยา เป็นวิธีที่ชัวร์กว่าแบบธรรมชาติมาก แถมไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอีกด้วยค่ะ โดยยาเม็ดคุมกำเนิดจะออกฤทธิ์ป้องกันการตั้งครรภ์ตาม 4 ข้อนี้
1. ทำให้ไข่ไม่ตก
2. ทำให้ท่อนำไข่เคลื่อนไหวผิดปกติ ส่งผลให้ไข่ที่ถูกอสุจิผสมแล้วไม่สามารถเดินทางมาฝังตัวที่เยื่อบุโพรงมดลูกได้
3. ทำให้เยื่อบุโพรงมดลูกไม่เหมาะต่อการฝังตัวของตัวอ่อน
4. ทำให้มูกที่ปากมดลูกข้น เหนียว จนทำให้อสุจิไม่สามารถผ่านเข้ามาได้

ยาเม็ดคุมกำเนิดถูกแบ่งเป็น 3 ชนิดด้วยกัน คือ
1. ยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดฮอร์โมนรวม
2. ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีโปรเจสโตเจนอย่างเดียว
3. ยาเม็ดคุมกำเนิดฉุกเฉิน

สรุปแบบง่ายๆก็คือ การคุมกำเนิดที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดนอกจากการใช้ถุงยางอนามัยแล้ว การคุมกำเนิดโดยใช้ยาก็ถือเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่ปลอดภัย และเสี่ยงท้องน้อยที่สุดจ้า ทั้งนี้ก็ควรเลือกให้เหมาะกับตัวเอง ทั้งในเรื่องรอบเดือน สุขภาพ อาการแพ้ และจุดประสงค์ในการใช้ด้วยนะจ๊ะ