รู้รึเปล่าว่า เราสามารถลดความเสี่ยงการเป็นมะเร็งปากมดลูกได้ ด้วยการฉีดวัคซีนแค่ 3 เข็มเท่านั้น! แต่ก่อนที่เราจะพูดถึงวัคซีนตัวนี้ เรามาทำความรู้จักมะเร็งปากมดลูกกันก่อนดีกว่า

มะเร็งปากมดลูกเป็นมะเร็งที่พบมากเป็นอันดับสองรองจากมะเร็งเต้านม ในประเทศไทยพบมากในผู้หญิงอายุตั้งแต่ 40-65 ปี แต่ละปีมีผู้ป่วยประมาณ 10,000 คน และเสียชีวิตสูงถึง 5,000 รายต่อปี มะเร็งปากมดลูกเกิดได้จากหลายปัจจัย เช่น การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุน้อย, มีลูกหลายคน หรือมีประวัติเป็นกามโรค แต่รู้หรือไม่ว่า จริงๆแล้วสาเหตุหลักของโรคคือการติดเชื้อไวรัส Human Papilomavirus หรือเชื้อไวรัสเอชพีวี (HPV) สายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งทำให้เซลล์บริเวณปากมดลูกเจริญผิดปกติ จนกลายเป็นมะเร็งปากมดลูกในที่สุด และนี่คือจุดเริ่มต้นของการคิดค้นวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) จากสองสายพันธุ์นี้ขึ้นมา

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) มี 2 ชนิด ได้แก่ Quadrivalent vaccine (ชนิดไวรัส 4 สายพันธุ์ คือ 6, 11, 16 และ 18) และ Bivalent vaccine (ชนิดไวรัส 2 สายพันธุ์ คือ 16 และ 18) ซึ่งสามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 9-26 ปี โดยควรฉีดให้ครบก่อนติดเชื้อ และก่อนมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรก สำหรับผู้ที่เคยติดเชื้อแล้ว วัคซีนจะไม่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้ ซึ่งวัคซีนจะเริ่มป้องกันการติดเชื้อภายใน 1 เดือน หลังจากได้รับวัคซีนครบ 3 เข็ม (เข็มที่ 2 ห่างจากเข็มแรกประมาณ 1-2 เดือน และเข็มที่ 3 ห่างจากเข็มที่ 2 ประมาณ 4-5 เดือน) ส่วนระยะเวลาในการป้องกันโรคของวัคซีน ยังคงต้องติดตามผลต่อไป เพราะยังไม่มีข้อมูลว่าประสิทธิภาพของวัคซีนจะอยู่ได้นานเกินกว่า 10 ปี

สาวๆคนไหน ที่อยากไปฉีดแต่กลัวผลข้างเคียง ไม่ต้องห่วงเพราะโดยทั่วไปแล้วการฉีดวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก(HPV) ไม่พบอาการข้างเคียงรุนแรง แต่อาจจะมีแค่อาการ ปวด บวม แดง หรือคันบริเวณที่ฉีด ในบางรายอาจมีอาการปวดศีรษะ คลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย ผื่นคันตามตัว หรืออาจมีไข้ ดังนั้นหลังจากฉีดวัคซีน ควรนอนพักเพื่อสังเกตอาการอย่างน้อย 30 นาที และไม่ควรขับรถหรือเดินทางกลับบ้านคนเดียว อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะได้รับวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกแล้ว ก็ไม่ได้แปลว่าจะสามารถป้องกันการติดเชื้อได้อย่างสมบูรณ์ เพราะฉะนั้นการไปตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก ก็ยังคงเป็นเรื่องจำเป็นสำหรับสาวๆนะจ๊ะ